ผู้เขียน หัวข้อ: รู้ทันอาหารต้าน'มะเร็ง' กินอะไรแก้สารก่อโรคร้าย.  (อ่าน 28 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 1951
    • อีเมล์
สัปดาห์นี้แนะนำอาหารก่อและต้านมะเร็งให้คนที่มีความเสี่ยงได้ลองปรับพฤติกรรมการกินดู เช่น อาหารนี้กินแล้วเสี่ยง แต่เลือกอาหารอื่นกินแก้กันได้ มีอะไรบ้างนะ?




หากเอ่ยถึง “โรคมะเร็ง” หลายคนกลัวไม่อยากให้กล่ำกรายเข้ามาในชีวิต เพราะหากเข้ามาแล้วยากแก่การรักษา แต่ถ้าเรารู้ทันมะเร็งก่อนว่าเกิดจากสาเหตุอะไรก็จะสามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่ง 1 ในสาเหตุหลักๆ คือพฤติกรรมการรับประทานอาหาร

โดย ผศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ ม.มหิดล ให้ความรู้ว่า อย่างที่เราทราบกันดีว่า “โรคมะเร็ง” ถ้าใครเป็นแล้วยากแก่การรักษาให้หายขาด ฉะนั้นการป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด นั่นคือเรื่องของพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับคนที่ยังไม่เป็นเพราะจะช่วยลดความเสี่ยง หรือคนที่เป็นแล้วก็จะได้รู้แนวทางในการดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น ความรุนแรงของโรคก็บรรเทาลง...



เนื่องจาก “โรคมะเร็ง” มีหลายชนิด หลากหลายประเภท ขึ้นอยู่กับอวัยวะ จากสรุปข้อมูลการศึกษาทั่วโลกที่รวบรวมจากงานวิจัยที่เชื่อถือได้ และส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในคน พบว่า “มะเร็ง” จะเกิดจากพฤติกรรมการกิน เช่น พบว่า “การดื่มแอลกอฮอล์” มีอยู่ในทุกๆ มะเร็งเลย ฉะนั้นแปลว่าใครที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ไม่ว่าเพศหญิงหรือเพศชายก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม หลอดอาหาร ช่องปาก คอหอย กล่องเสียง และลำไส้ ทำให้มีกลไกที่นักวิจัยพยายามศึกษาว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ต่อมาเป็น “ไขมัน” ที่เป็นสาเหตุการเกิดทุกมะเร็ง เพราะตรวจพบไขมันในร่างกายสูงกว่าปกติ หรือที่เราเรียกว่า “อ้วนลงพุง” มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งหลายประเภท อีกตัวคือ “อะฟลาทอกซิน” เป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งผลิตสาพิษนี้ขึ้นมา ถ้าเรากินไปเรื่อยๆ จะสะสมกลายเป็นมะเร็งตับ..





อาหารที่มี “อะฟลาทอกซิน” ปนอยู่ ได้แก่ พริก กระเทียม หอมแดง ถั่วลิสง สภาพอากาศในไทยค่อนข้างชื้น จึงเกิดเชื้อราดำๆ ซึ่งแม่บ้านจะเจอบ่อย อย่างกระเทียม ก็จะแกะเอาเปลือกออกทิ้งไป แต่ถ้าเราไปกินนอกบ้านไม่รู้ว่าแม่ค้าเอาออกหรือเปล่า โดยเฉพาะเมนูส้มตำส่วนมากก็ใส่ทั้งเปลือกแล้วตำให้เรารับประทาน

จริงๆ แล้วถ้าปรุงอาหารเองหากเจอก็ทิ้งไปทั้งหมด อย่าเสียดายเพราะถ้าเห็นดำๆ ที่เปลือกแล้วแสดงว่ามันเข้าไปอยู่ในเนื้อทั้งกลีบแล้ว และยังทนต่อความร้อนค่อนข้างสูง เมื่อเรากินเข้าไปก็ไม่แสดงอาการในทันที แต่จะค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด ดังนั้นเวลาเลือกซื้อให้ดูว่าแห้งจริงๆ และอย่าซื้อจำนวนมากมาเก็บไว้




อาหารกลุ่มที่ต้องระวังอีก คือ “เนื้อแดง” หมายถึงเนื้อหมู เนื้อวัว จากข้อมูลผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกรวบรวมไว้ คือถ้าเป็นเนื้อที่ปรุงสุกแล้ว อย่างสเต็กทานได้ประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์ แต่ถ้าทานเกินกว่านี้เริ่มมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้และทวารหนักสูงเพิ่มขึ้นแล้ว 

อีกกลุ่มคือ “เนื้อสัตว์ที่ผ่านการปรุงแต่ง” เช่น ไส้กรอก แหนม กุญเชียง เบคอน เป็นเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการใส่สารวัตถุเจือปนในอาหาร ซึ่งจริงๆ มีประโยชน์เป็นการยืดอายุอาหารในการเก็บ แต่บางครั้งการใส่มากเกินไปแล้วเราทานบ่อยๆ ก็เสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมาเป็นอันดับแรกเช่นกัน

“กลุ่มยาคุมกำเนิด” ข้อนี้มีคนสงสัยถามกันมาเยอะว่าก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมไหม? ซึ่งการที่เรานำสารเคมีที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติเข้าไปในร่างกายก็ไม่ดีนั้น จึงไม่ควรกินไปนานๆ แต่เรามีวัตถุประสงค์ในการรับประทานในเรื่องของการคุมกำเนิด

ฉะนั้นอาจจะต้องเปลี่ยนชนิดของยา และชนิดของการคุมกำเนิด คือไม่อยากให้มีสารเคมีหรือฮอร์โมนใดๆ เข้าไปในร่างกายเรานานๆ บางคนบอกว่าหมอเคยสั่งตัวนี้ให้ และก็ไปซื้อกินเองโดยไม่ไปพบแพทย์เลย ซึ่งจริงๆ ไม่ถูกต้องควรปรึกษาแพทย์ไปตลอดการคุมกำเนิด
.


กลุ่มสุดท้าย “อาหารปิ้งย่าง” จะเจอสารก่อมะเร็ง 2 ตัว คือตัวแรกเราจะเห็นว่ามีสีดำๆ ที่เนื้อสัตว์เวลาย่างในไฟที่มีความร้อน เช่น หมูปิ้งแม่ค้าก็จะตัดทิ้งไป แต่ยังเหลืออีกตัวซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่เรามองไม่เห็น เพราะมันเกิดจากความร้อนไปเคลือบเนื้อสัตว์ วิธีแก้คือ ใช้ภูมิปัญญาไทยที่นำใบตองมาห่อ เพื่อป้องกันความร้อนถูกผิวเนื้อสัตว์โดยตรง และพลิกกลับด้านบ่อยๆ เพราะเวลาที่จะเกิดความร้อนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เราก็กลับด้านเสียความร้อนก็ไม่สะสมที่ผิวเนื้อปิ้งย่าง

นอกจากนี้ควรรับประทานผักต่างๆ และกระเทียมตำหรือบดจะมีสารที่ถูกปลดปล่อยออกมาช่วยแก้กันได้ ที่สำคัญอาจจะกินแบคทีเรียชนิดดี เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต เพื่อสร้างสมดุลให้ลำไส้ เพราะเราคงห้ามรับประทานไม่ได้ แต่ทานอย่างรู้ทันอาหารจะดีกว่า

สำหรับคนที่ป่วยเป็นมะเร็งแล้ว การรับประทานให้ครบหลากหลายก็สำคัญ เพราะช่วงที่รักษาร่างกายและภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอมาก ควรทานอาหารใน กลุ่มโปรตีน ได้แก่ เนื้อปลา ไก่ ไข่แดง ไข่ขาว และอาหารทะเล รวมถึงอาหารกลุ่มที่มี เบต้าแคโรทีน เช่น แครอท แต่ต้องผ่านความร้อนให้เซลล์อ่อนนุ่มก่อน ยิ่งสับให้ละเอียดแล้วผ่านความร้อนจะทำงานได้ดีขึ้นหรืออาศัยน้ำมันในการดูดซึม เช่น นำไปผัดกับน้ำมัน

เมื่อทราบแบบนี้แล้วลองนำคำแนะนำไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารดู เพราะถ้าเรารู้ว่ากินแบบนี้แล้วก่อมะเร็งก็ลองเลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็หาอะไรกินแล้วช่วยต้านมะเร็งมาหักล้างกัน เพื่อเป็นการป้องกันโรคร้ายไปในตัว!!
…........................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ชญานิษฐ คงเดชศักดา”

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/586585