ผู้เขียน หัวข้อ: 15 อาการโรคมะเร็งในผู้หญิง ที่ไม่ควรละเลย  (อ่าน 222 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 2932
    • อีเมล์



ร่างกายของผู้หญิงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนปกตินั้นอาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งได้

Dr. Robyn Andersen นายแพทย์แหล่งศูนย์วิจัยมะเร็ง เฟรด ฮัทชินสันในซีแอตเทิล กล่าวว่า กุญแจสำคัญคือการให้ความสนใจกับร่างกายว่ามีอะไรที่ผิดไปจากปกติหรือเปล่า อาการใหม่ๆ บางอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และคุณต้องทราบว่ามันหมายความว่าอะไร?

แล้วอะไรบ้างล่ะที่ต้องจับตาดูเอาไว้?

1. เต้านมมีการเปลี่ยนแปลง
ก้อนในเต้านมส่วนมากแล้วจะไม่ใช่มะเร็ง แต่หมอก็จะตรวจเช็คอยู่ดู และคุณก็ควรรู้จักการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วย

ผิวหนังเป็นรอยบุ๋ม หรือดึงรั้ง
หัวนมบุ๋ม
มีสารคัดหลั่งทางหัวนม
เกิดรอยแดง หรือหัวนมเปลี่ยนขนาด หรือสีผิวของหน้าอกเปลี่ยนแปลง
เพื่อหาสาเหตุของอาการ แพทย์ก็จะตรวจร่างกายและถามคำถามเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ นอกจากนี้ยังอาจมีการทดสอบ อย่างเช่น แมมโมแกรม หรือการตรวจชิ้นเนื้อ โดยแพทย์จะตัดเอาเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ไปทดสอบ

2. อาการบวม
“ผู้หญิงมักจะมีอาการบวมเป็นปกติ รอดูอาการสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อดูว่ามันจะหายไปหรือไม่” Dr. Marleen Meyers แพทย์ด้านเนื้องอกวิทยา ที่ศูนย์การแพทย์ NYU Langone กล่าว

หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมันเกิดขึ้นพร้อมกับน้ำหนักลดหรือมีเลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์ อาการท้องอืดอยู่เนืองๆ มักจะบ่งชี้ถึงโรคมะเร็งรังไข่ คุณจึงควรตรวจอุ้งเชิงกรานและตรวจเลือดบ่อยๆ และตรวจอัลตราซาวน์ในบางที เพื่อมองหาความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งด้วย Dr. Andersen กล่าว

3. มีเลือดออกระหว่างมีประจำเดือน
ถ้าคุณยังมีประจำเดือนอยู่ให้แจ้งแพทย์ให้ทราบว่าคุณพบเลือดออกมาในระหว่างมีรอบเดือน การมีเลือดออกโดยไม่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน อาจมีหลายสาเหตุ ซึ่งอาการนี้แพทย์จะตรวจวินิจฉัยว่าคุณเป็นมะเร็งมดลูก (หรือมะเร็งในเยื่อบุโพรงมดลูก) หรือไม่

การมีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนเป็นเรื่องไม่ปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คโดยด่วน

4. ผิวหนังเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของขนาด, รูปทรง, และสีสันของขี้แมลงวัน หรือจุดต่างๆ เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งผิวหนังได้ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจและทดสอบอย่างละเอียด บางครั้งอาจต้องมีการตรวจชิ้นเนื้อด้วย นี่เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรรอคอย D. Meyers กล่าว

5. มีเลือดออกมาปะปนกับปัสสาวะหรืออุจจาระ
ควรบอกแพทย์ของคุณหากมีเลือดไหลออกจากร่างกายในส่วนที่มันไม่ควรมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการมาแล้วมากกว่า 1 หรือ 2 วัน Dr.Meyers กล่าว

อุจจาระปนเลือดออกมาบ่อยครั้งบ่งชี้ว่าเป็นอาการของโรคริดสีดวงทวาร แต่ก็อาจเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย ส่วนปัสสาวะปนเลือดบ่อยครั้งเป็นสัญญาณแรกเริ่มของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือมะเร็งที่ไต นายแพทย์ Herbert Lepor ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสาวะ ใน NYU’s Langone กล่าว

6. การเปลี่ยนแปลงของต่อมน้ำเหลือง
ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดเล็ก ขนาดประมาณเม็ดถั่วกระจายอยู่ทั่วร่างกาย การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อ แต่โรคมะเร็งบางชนิด อย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก็อาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวมได้เช่นกัน

ควรเข้าพบแพทย์หากคุณพบว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย ที่กินเวลานานเป็นเดือนหรือมากกว่านั้น Dr.Meyers กล่าว

7. ปัญหาการกลืน
อาการกลืนลำบากในบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลนัก แต่หากมันเกิดขึ้นบ่อยๆ และร่วมกับมีอาการอาเจียนและน้ำหนักลดแล้ว ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ แพทย์จะทำการตรวจหาโรคมะเร็งลำคอและมะเร็งกระเพาะอาหารด้วยตรวจเช็คบริเวณลำคอและการกลืนแป้งแบเรี่ยม ซึ่งจะต้องดื่มสารพิเศษทึบแสงที่ช่วยให้มองเห็นลำคอได้ชัดขึ้นในระหว่างเอกซเรย์

8. น้ำหนักลดโดยไม่ได้พยายาม
ผู้หญิงส่วนมากอยากให้น้ำหนักลดหายไปเหมือนระเหยไปในอากาศ แต่การสูญเสียน้ำหนักเป็น 10 ปอนด์หรือมากกว่าโดยไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอาหารหรือออกกำลังกายเลยนั้น อาจเป็นสัญญาณของปัญหาได้

การสูญเสียน้ำหนักโดยไม่ได้ตั้งใจส่วนใหญ่แล้วอาจไม่ได้เกิดจากโรคมะเร็ง Dr.Meyers กล่าว “มันมักจะเกิดจากความเครียดหรือเกิดจากต่อมไทรอยด์ แต่ก็อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับอ่อน, มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งปอดก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน”

แพทย์จะทำการทดสอบหลายอย่างเพื่อมองหาสาเหตุ รวมไปถึงการตรวจเลือดและ CT Scan ด้วย

9. อาการแสบร้อนในทรวงอก
การกินอาหารมากเกินไป, ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป และความเครียด (บางครั้งก็สามอย่างรวมกัน) เป็นต้นเหตุของอาการแสบร้อนในทรวงอกได้ Dr. Meyers แนะนำให้คุณลองเปลี่ยนพฤติกรรมการกินสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อลองดูว่าอาการจะดีขึ้นหรือไม่

แต่หากมันไม่ดีขึ้นเลย ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาการแสบร้อนกลางอกที่ไม่หายขาดหรือเลวร้ายลงอาจหมายถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร, มะเร็งลำคอ หรือมะเร็งรังไข่ได้

10. การเปลี่ยนแปลงภายในช่องปาก
ถ้าคุณสูบบุหรี่ ให้สังเกตฝ้าสีขาวหรือสีแดงอ่อนภายในปาก หรือบนริมฝีปาก ทั้งสองชนิดเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งช่องปาก คุณควรปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการทดสอบและรักษาต่อไป

11. มีไข้
ไข้ที่ไม่ยอมหายและหาสาเหตุไม่ได้อาจหมายถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งเลือดชนิดอื่นๆ แพทย์ของคุณจะตรวจประวัติทางการแพทย์และทำการทดสอบร่างกายเพื่อหาสาเหตุต่อไป

12. ความเมื่อยล้า
ผู้หญิงจำนวนมากรู้สึกเมื่อยล้าเพราะชีวิตมีแต่เรื่องวุ่นวาย แต่หากเป็นความเมื่อยล้าที่ไม่ยอมหายไป นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ

ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเมื่อยยล้าที่เกิดขึ้นหรือคุณมีอาการอื่นๆ ข้างเคียงด้วย อย่างเช่น มีเลือดออกมากับอุจจาระ แพทย์จะสอบถามถึงประวัติการแพทย์ในอดีตและตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุต่อไป

13. อาการไอ
การไอส่วนใหญ่แล้วจะหายไปใน 3-4 สัปดาห์ อย่าละเลยหากอาการไอกินเวลานานกว่านั้น ยิ่งโดยเฉพาะถ้าคุณสูบบุหรี่หรือหายใจไม่ออก หากไอออกมาเป็นเลือดให้รีบไปพบแพทย์ การไอแบบนี้ส่วนมากจะเป็นอาการของมะเร็งปอด

14. อาการปวด
โรคมะเร็งไม่ก่อให้เกิดอาการปวด แต่อาการปวดที่ต่อเนื่องจะเป็นสัญญาณของมะเร็งกระดูก, มะเร็งสมอง หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการปวดที่หาสาเหตุไม่ได้นี้ ยิ่งโดยเฉพาะหากมีอาการมาเป็นเดือนหรือนานกว่านั้น

15. ปวดท้องและซึมเศร้า
มันเป็นอาการที่หาได้ยาก แต่หากคุณปวดท้องร่วมกับมีอาการซึมเศร้าด้วยก็อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับอ่อนได้ แล้วคุณควรกังวลหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าในครอบครัวคุณเคยมีคนเป็นมะเร็งตับอ่อนหรือเปล่า ดังนั้นจึงควรเข้าตรวจเช็คอาการนั่นเอง Dr. Meyers กล่าว


ที่มา www.health-th.com