ผู้เขียน หัวข้อ: ลุงนกพิราบทำบ้านสกปรกอีกแล้ว ฉะพวกแจ้งจับไร้ความเมตตา  (อ่าน 62 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 3046
    • อีเมล์




หลังจากที่มีการนำเสนอข่าวข่าวการร้องเรียนจากประชาชนในละแวก ซอยอุดมสุข ถนนสุทธิสาร ว่ามีชายวัยกลางคนที่บ้านหลังหนึ่งเลี้ยงนกพิราบร่วมพันตัว ยังไม่นับรวมหมาแมว แมลงสาบ หนู ขี้นก ที่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณซอย เมื่อปีที่แล้ว

กระทั่งตัวแทนจากสำนักงานเขตห้วยขวาง และ กทม. ได้ลงพื้นที่ทำความสะอาดบ้าน นายวีระศักดิ์ สุนทรจามร เจ้าของบ้าน โดยในครั้งนั้นเจ้าหน้าที่เขตฯ ได้ช่วยกันเก็บขยะและสิ่งของที่ไม่ใช้ภายในบ้านทิ้ง ก่อนที่จะนำรถน้ำมาฉีดบริเวณบ้านที่เต็มไปด้วยแมลงสาบนับร้อยตัว และฉีดยาฆ่าเชื้อ ก่อนที่จะมีการเตรียมนำน้ำผึ้งมาวางบริเวณที่นกขี้เพื่อไม่ให้นกพิราบมาเกาะ เนื่องจากน้ำผึ้งจะทำให้นกแสบตาและไม่บินลงมาเกาะที่บ้านลุง

ล่าสุด ทีมข่าวอัมรินทร์ทีวีได้เดินทางกลับไปที่บ้านของนายวีระศักดิ์ หรือ “ลุงนกพิราบ” บริเวณย่านสุทธิสาร ตรงซอยอุดมสุข อีกครั้ง โดยเจ้าตัวเปิดเผยว่าตนเพิ่งไปซื้ออาหารมาให้สัตว์เลี้ยง ซึ่งปกติใน 1 สัปดาห์ตนจะออกไปซื้ออาหารสำเร็จรูปอย่างน้อย 1 กระสอบ ในราคาประมาณ 700 บาทมาให้สัตว์เลี้ยง บางครั้งตนได้รับของบริจาคเพิ่มจากคนที่เห็นใจช่วยมอบอาหารสำเร็จรูปให้

ทีมข่าวสังเกตบริเวณรอบๆ บ้าน พบว่ามีกองเศษกระดาษลัง รวมถึงเศษอาหารนก และของเก่าที่ลุงเตรียมนำไปชั่งกิโลขายที่เปื้อนด้วยขี้นก และมีการใช้ไม้อัดมาวางเพื่อทำเป็นจุดที่ให้อาหารนก

ขณะที่คุณลุง ยังคงนอนที่เก้าอี้พับที่อยู่กลางบ้านเช่นเคย ซึ่งภายในบ้านยังมีของวางอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่สามารถใช้งานได้ รวมถึงกระดาษ ขวด โดยทุกจุดภายในตัวบ้านจะพบกับแมลงสาบอยู่ทุกที่

นอกจากนี้ คุณลุง ได้พาทีมข่าวไปที่ชั้น 2 พบว่าด้านบนจะเป็นที่เก็บเสื้อผ้าและของส่วนตัว พบว่าบริเวณหน้าต่างชั้นสอง นกจะไม่ได้บินเข้ามา แต่จะเปิดหน้าต่างเอาไว้เพื่อให้มีช่องลมระบายอากาศ แต่หากครั้งไหนมีนกป่วย ก็จะขึ้นมาดู เพราะบางทีนกจะแอบเข้ามาหลบบริเวณห้องนี้

นายวีระศักดิ์ ได้เปิดเผยว่า ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 ที่สำนักงานเขตฟ้องตน ในข้อหาสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่มาตรการทางกฎหมาย แต่เป็นการขอความร่วมมือที่จะมาดูแลสัตว์ ดังนั้น หากกรุงเทพมหานครมีสวนสาธารณะให้มากขึ้น แล้วให้ประชาชนสามารถให้อาหารสัตว์ได้ ตนก็คงไม่ให้นกมาอยู่ที่นี้ ประกอบกับปัจจุบันนี้ สังคมมีแต่คนเห็นแก่ตัว ไม่มีความเอื้ออาทรแม้กระทั่งสัตว์

ลุงยังบอกด้วยว่า การเลี้ยงดูนกของตนเอง ทางกฎหมายไม่ได้สั่งห้าม เพราะตัวเองไม่ได้ทำเชิงพาณิชย์ ดังนั้นกฎหมายก็ไม่สามารถห้ามได้ ซึ่งแตกต่างกันหากเลี้ยงนกทำแบบเพื่อการพาณิชย์จะต้องขออนุญาต และที่สำคัญตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของนก หากจะมีการดำเนินคดีเรื่องของการเลี้ยงสัตว์ก็ต้องพิสูจน์ว่าสัตว์เหล่านี้ใครคือเจ้าของ ส่วนเรื่องการให้อาหาร ทางกฎหมายก็ไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะตนปฏิบัติตามจารีตประเพณี เป็นการทำบุญทำทาน ตามประเพณีของชาวพุทธ ไม่ได้ละเมิดกฏหมาย

สำหรับเรื่องกลิ่นนั้น คุณลุงบอกว่า สำนักงานเขตไม่ได้เข้ามาวัดค่าอย่างเป็นกิจลักษณะ และยังไม่มีเครื่องมือใดที่สามารถชี้วัดผลทางวิทยาศาสตร์ว่าเหม็นระดับไหน ต่างจากฝุ่น ที่สามารถวัดได้เป็นไมครอน หรือไมโครกรัม

คุณลุงยังบอกอีกว่า หากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 อีก ตนเชื่อว่าทางสำนักงานเขตก็จะไม่ฟ้อง ตนต้องขอบคุณในหน่วยงานราชการที่ยังพอเข้าใจ แต่ตอนนี้ตนยังหาทางออกร่วมกันไม่ได้ว่าจะจัดการอย่างไร และหากถูกจับหรือปรับข้อหาให้อาหารสัตว์ ถ้ามีเงินก็จะยอมจ่ายก็จะชดใช้ค่าปรับ หากไม่มีเงินไปจ่ายก็ยอมเสียค่าปรับด้วยการจำคุกแทน หากปรับข้อหานี้ต้องถูกปรับ 20,000 บาท ก็ยอมนอนคุก 20 วัน เพื่อแทนค่าปรับวันละ 500 บาท

นอกจากนี้ คุณลุง ยังบอกด้วยว่า การย้ายนกออกไปจากพื้นที่เป็นสิทธิ์ของตนเอง ไม่มีใครมาห้ามหรือสั่งย้ายได้ แต่หากเกิดความรำคาญจริงแล้วอยากแก้ไขปัญหาร่วมกัน ก็จัดหาสถานที่ใหม่ที่ใกล้บ้านของตัวเอง เช่น ที่ว่างรกร้างหรือที่ว่างเปล่า หรือจะเปิดให้ตัวเองเช่าตนเองก็พร้อมยินดีที่จะเช่าเพื่อให้นกอยู่ หากมีสถานที่ใหม่ตัวเองก็พร้อมที่จะหลอกล่อให้นกย้ายจากจุดเดิมตรงนี้ไปอยู่อีกจุดหนึ่ง

หากมีสถานที่ใหม่ ตนก็พร้อมจะรื้อโครงไม้และสิ่งของต่างๆ ให้นกออกไปให้หมด แต่จะเหลือเพียงกรงของนกที่เอาไว้ดูแลสำหรับนกที่ป่วยเท่านั้น ยอมรับว่า การเลี้ยงสัตว์แค่นี้ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนอะไรมากมาย เพราะเวลาเลี้ยงนกสามารถผสมกับเศษอาหารได้ ส่วนแมวและสุนัขที่เลี้ยงก็ต้องซื้ออาหารที่ดีกว่าให้สัตว์ได้กิน เช่นปลาทู อาหารเม็ด

ที่ผ่านมา คุณลุง บอกว่า ไม่เคยมีใครเข้ามาคุยอย่างเป็นทางการกับตนเอง มีแต่กลุ่มนักเลงและวินมอเตอร์ไซค์ที่เข้ามาพูดว่าได้รับความเดือดร้อนจากนกที่มาอาศัยอยู่ ถ้าเพื่อนบ้านทุกคนพร้อมที่จะคุยและแก้ปัญหาเรื่องนี้ไปพร้อมกัน ตัวเองก็ยอมที่จะคุย แต่ขอคุยกับคนที่เป็นเจ้าของบ้านเท่านั้น หากจะคุยกับคนทั่วไปที่ไม่เคยทราบเรื่องนี้ ตนเองมีศักดิ์ศรีมากพอจึงขอไม่คุย แต่หากจะคุยอย่างเป็นทางการโดยให้สื่อมวลชนเป็นตัวกลางเช่น ให้สำนักงานเขตท้องที่ร่วมกับเจ้าของบ้านที่แท้จริงมานั่งเจรจากันตัวเอง

ส่วนเรื่องเสือดำนั้น จากที่ได้ติดตามรับชมข่าว ตนก็ไม่เห็นด้วยกับลีน่าจัง ตนฝากบอกถึงลีน่าจังว่า ไม่ควรพูดแบบนี้ เพราะประชาชนควรมีส่วนร่วมและออกมาเคลื่อนไหวหรือมีการรณรงค์แล้วสัตว์ก็ได้รับประโยชน์ ตนจึงมองว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นการออกมาห้ามประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่ถูก และหากกลุ่มศิลปินต้องการอยากจะมาเพ้นท์รูปเสือบริเวณหน้าบ้านตัวเองก็พร้อมที่จะทำพื้นที่ไว้ให้ โดยจะนำบอร์ดมาตั้งและเสริมขึ้นบริเวณหน้าบ้านให้มีพื้นที่สำหรับการวาดภาพ ส่วนการดำเนินคดีกับคนที่เข้าไปยิงเสือก็ต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

ขณะที่เพื่อนบ้านบอกว่า กลิ่นนั้นไม่ค่อยรุนแรงเหมือนแต่ก่อน เพราะตั้งแต่มีสำนักงานเขตเข้ามาจัดการกลิ่นก็ดีขึ้น แต่แม้ว่ากลิ่นจะดีขึ้น นกก็ยังอาศัยอยู่บริเวณนี้ ซึ่งยอมรับว่า เวลาที่เดินผ่านหน้าบ้านคุณลุง ก็จะต้องกลั้นหายใจ เพราะกลัวเรื่องเชื้อโรค

ซึ่งตนเคยบอกคุณลุงว่าให้ย้าย แต่เจ้าตัวดื้อไม่ยอมฟัง “บอกหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เคยฟังเลย” โดยนกที่เกาะอยู่บนเสาไฟฟ้า ก็เคยขับถ่ายลงมาใส่ตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นที่น่ารำคาญสำหรับคนในละแวกนี้เช่นกัน แต่ไม่สามารถทำอะไรได้จึงต้องยอมทน แต่เท่าที่ตนทราบคือคุณลุงจะเป็นคนเมตตาสัตว์

ขณะเดียวกันทีมข่าวได้พบผู้เดินผ่านมาบริเวณบ้านลุงนกพิราบ พร้อมกับการใช้หน้ากากอนามัยปิดจมูก เช่น คุณอัฐ เล่าว่า ทุกครั้งที่เดินผ่านหน้าบ้านนี้ ก็จะปิดจมูก เนื่องจากตนเองเป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อเห็นว่ามีนกจึงต้องปิดจมูกเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งตัวเองจะกลัวเรื่องเชื้อโรค




ที่มา...https://news.sanook.com