ผู้เขียน หัวข้อ: ครอบครัวหัวร้อน โต้วีรกรรมกร่างทั่วไทย ยันถูกกระทำ ปัดกุเรื่องท้อง แฉกลับแม่ค้าม  (อ่าน 52 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 3046
    • อีเมล์





จากกรณีครอบครัวหนึ่ง จอดรถบริเวณเส้นขาว-แดง ซึ่งเป็นจุดห้ามจอด ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด อ.เมืองระยอง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตามกฎหมาย แต่กลุ่มคนดังกล่าวไม่ยอม พร้อมเข้าต่อว่าเจ้าหน้าที่ด้วยถ้อยคำหยาบคาย และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

>> โผล่อีกคลิป ครอบครัวหนุ่มก่อสร้างทำผิดกฎจราจร ด่าตำรวจ วางมวยชาวบ้าน

ต่อมาวันนี้ (13 พ.ค.) ครอบครัวดังกล่าว เข้าแจ้งความดำเนินคดี ข้อหาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำร้ายร่างกาย

>> ปฏิเสธทุกข้อหา "ครอบครัวหัวร้อน" ต่อยตำรวจระยอง ปล่อยตัวกลับบ้านแล้ว

>> ครอบครัวหัวร้อน แจ้งความเอาผิดตำรวจ 3 นาย อ้างถูกรุมทำร้ายร่างกาย

ด้าน คุณสุนันทา หรือ ป้าจ่อย อายุ 56 ปี แม่ค้าขายข้าวแกงบริเวณที่เกิดเหตุ พยานปากเอกฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้เดินทางมาทวงถามความคืบหน้าหลังจากได้มาลงบันทึกประจำวัน และให้ข้อมูลว่า ตำรวจถูกครอบครัวนายพยอมทำร้ายร่างกาย

และครอบครัวนายพยอมก็เข้ามาข่มขู่ตน ด้วยการใช้มีดพก 2 เล่ม จี้ที่ร่างกาย จ่อที่ลำคอ พร้อมกับพูดจาข่มขู่ว่าจะให้คนมาข่มขืนตน ทำให้ตนหวาดกลัว จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยคุ้มครอง เนื่องจากหวั่นจะได้รับอันตรายกับชีวิต

ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ได้แชร์คลิปวิดีโอ เหตุการณ์ของครอบครัวดังกล่าว เป็นคลิปที่คุณหทัยรัตน์ เจรจากับหน้าหน้าที่ตำรวจใน จ.สุรินทร์ ในคดีที่เจ้าตัวเข้าแจ้งความร้องทุกข์ จากเหตุการณ์ที่มีเรื่องกับคนเลี้ยงช้าง โดยลักษณะคล้ายต่อว่าตำรวจว่า

เจ้าหน้าที่เพียงลงบันทึกประจำวันให้ แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ กับคนเลี้ยงช้าง อีกทั้งเจ้าหน้าที่ยังไม่แสดงสำนวนคดีให้ครอบครัวด้วย พร้อมทั้งถามถึงคดีเก่าที่ จ.ตาก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ชี้แจงกลับ ว่าสามารถติดตามคดีได้จาก สน. ที่มีการรับเรื่องไว้โดยตรง

ล่าสุด นายพยอม ได้ชี้แจงในประเด็นที่ป้าจ่อย ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาคุ้มกัน โดยอ้างว่าครอบครัวของตนบุกไปที่ร้าน แล้วขู่ว่าจะพาพวกมารุมข่มขืนและฆ่าป้าจ่อย โดยตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ในวันเกิดเหตุ ตนและครอบครัวขับรถจะไปทำงานผ่านตลาดดังกล่าว ครอบครัวของตนจึงได้ลงจากรถเพื่อแวะซื้อกับข้าว ซึ่งตนไม่ได้ลงไปด้วย

แต่ในขณะที่อยู่ในรถ ตนได้ยินคนครอบครัวและป้าจ่อยมีปากเสียงกัน ซึ่งตนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงใครบ้าง แต่ได้ยินคนในครอบครัวคนหนึ่งพูดกับป้าจ่อยว่า “ผมฟ้องป้าแน่” จากนั้นป้าจ่อยก็หยิบมีดขึ้นมาถือในมือ 2 เล่ม และโต้เถียงกลับ จากนั้นก็มีการโต้เถียงกันไปมา เมื่อตนเห็นดังนั้น จึงได้เรียกคนในครอบครัวให้กลับมาขึ้นรถ

ทั้งนี้ กรณีที่ป้าจ่อยกล่าวอ้างว่าครอบครัวตนขู่จะทำร้ายนั้น ฝ่ายตนแค่เข้าไปถามป้าจ่อยเฉย ๆ เพราะเห็นว่าป้าจ่อยให้การกับตำรวจไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยบอกป้าจ่อยเพียงว่า จะฟ้องที่ป้าจ่อยให้การเท็จ แต่ไม่ได้มีใครไปขู่ฆ่าหรือถือมีดจี้ป้าจ่อย ซึ่งป้าจ่อยด้วยซ้ำที่เป็นคนถือมีด และตนก็มีรูปภาพยืนยัน

ส่วนกรณีเหตุการณ์ทะเลาะกับตำรวจ ที่ จ.สุรินทร์ นายพยอม เล่าว่า ขณะนั้นตนเข้าไปซื้ออะไหล่ปั๊มน้ำที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง โดยถือเงินทอนออกมาจากร้าน 60 บาท ขณะนั้นมีคนเลี้ยงช้างผ่านมา แล้วขอให้ตนซื้ออ้อยเลี้ยงช้าง ตนตอบไปว่าไม่มีเงิน ต้องเก็บเงินไว้ซื้อข้าว จากนั้นตนก็ไม่ได้สนใจ

แต่ภรรยาของตนได้ยินคนเลี้ยงช้างตอบกลับมาว่า “ไม่มี ก็ขอให้ไม่มีตลอดชาติ” ทำให้ภรรยาไม่พอใจ จึงได้โทรศัพท์ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้เอาช้างไปตรวจสอบ เมื่อตำรวจมาถึงก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ ภรรยาจึงได้ต่อว่าเจ้าหน้าที่

สำหรับเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทที่ จ.ตาก เกิดขึ้นในขณะที่ตนและครอบครัวเดินทางไปท่องเที่ยว และได้แวะเข้าไปซึ้อของที่ห้างฯ หลังจากนั้นเมื่อตนเดินออกมา ก็มีรถคันหนึ่งขับมาเหยียบเท้า ภรรยาของตนเห็นก็ไม่พอใจจึงขอให้คู่กรณีขอโทษ แต่คู่กรณีไม่พอใจ และไม่ยอมขอโทษ จึงมีปากเสียงกัน ทั้งนี้ยืนยันว่า ไม่ได้มีการเรียกเงินค่าเสียหายจากคู่กรณีแต่อย่างใด

ด้าน คุณหทัยรัตน์ ที่ปัจจุบันตั้งท้องได้ 3 เดือน ได้เล่าเรื่องราวในประเด็นที่มีปัญหาทะเลาะวิวาทในจังหวัดต่าง ๆ โดยเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นตนไม่เคยเริ่ม แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้ความเป็นธรรมกับตนก่อน จึงมีปากเสียงกัน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการฟ้องร้องคนที่เข้ามาโพสต์ด่าครอบครัวในเพจต่าง ๆ หรือไม่ คุณหทัยรัตน์ ตอบว่า “ฟ้องแน่ ถ้าเข้าข่าย พ.ร.บ.คอมฯ”

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่อ้างว่าจบการศึกษามาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเจ้าตัวขอไม่ให้ข้อมูลเรื่องสถาบันการศึกษา เพียงแต่พูดกับผู้สื่อข่าวว่า ตนก็ศึกษาเรียนรู้กฎหมายมาพอสมควร

นอกจากนี้ ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี หลังจากได้ข้อมูลว่า บ้านของครอบครัวนายพยอมพักอาศัยอยู่ ซึ่งจากการสอบถามเพื่อนบ้าน ให้ข้อมูลว่าครอบครัวนี้อาจจะย้ายบ้านออกไปแล้ว เพราะไม่พบว่าเข้ามาในบ้าน

โดย น.ส.เจน (นามสมมติ) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ครอบครัวนี้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน ก็มีปัญหากับชาวบ้าน แต่ทุกคนมักจะเลี่ยงในการพูดคุย เพราะครอบครัวนี้พูดจาโผงผาง นอกจากนี้ ครอบครัวนี้เคยมีปัญหากับบ้านตรงข้ามเรื่องที่จอดรถ ซึ่งเจ้าของบ้านไม่ยินยอมให้ไปจอดรถหน้าบ้าน จึงเกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกันบ่อยครั้ง





ที่มา...https://www.sanook.com/news/6419958/