ผู้เขียน หัวข้อ: ขิงพริก เพิ่มพลังต้านมะเร็ง  (อ่าน 108 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 2986
    • อีเมล์
ขิงพริก เพิ่มพลังต้านมะเร็ง
« เมื่อ: มิถุนายน 25, 2018, 11:36:40 AM »





ขิงมีสารจินเจอรอล (Gingerol) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ทั้งยับยั้งการขยายขนาดและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

 

พิสูจน์โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำการคัดเลือกหนูทดลองที่มีร่างกายแข็งแรง มาฉีดเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่เข้าไปในร่างกาย

 

หนูทดลองกลุ่มแรกที่ได้รับเซลล์มะเร็ง ได้รับการฉีดสารจินเจอรอล ซึ่งสกัดจากขิงปริมาณ 0.5 มิลลิกรัม สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ส่วนหนูทดลองอีกกลุ่มไม่ได้รับสารสกัดหรือยาต้านเซลล์มะเร็ง

 

ผ่านไป 15 วัน เกิดก้อนมะเร็งในร่างกายหนูทดลองทั้ง 2 กลุ่ม โดยพบก้อนมะเร็ง 4 ก้อนในหนูทดลองกลุ่มที่ได้รับสารจินเจอรอล ส่วนหนูทดลองอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัดหรือยาใดๆ พบก้อนมะเร็งมากถึง 13 ก้อน

 

ยิ่งไปกว่านั้น หากจับขิงคู่กับพริก ประสิทธิภาพการต้านมะเร็งยิ่งเพิ่มขึ้น

 

โดยล่าสุด งานวิจัยจากวารสาร Agricultural and Food Chemistry ทำการแบ่งหนูทดลองที่มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้กินสารแคปไซซินจากพริก กลุ่มที่สองให้กินสารจินเจอรอลจากขิง (6-Gingerol) กลุ่มสุดท้ายให้กินทั้งสารแคปไซซิน และสารจินเจอรอลจากขิงร่วมกัน

 

 

ผลปรากฏว่า สารแคปไซซินจากพริกไม่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งปอด หนูที่กินสารแคปไซซินจากพริก จึงเป็นโรคมะเร็งปอดทั้งหมด ส่วนกลุ่มที่กินสารจินเจอรอลจากขิง พบว่า ครึ่งหนึ่งไม่เป็นโรคมะเร็งปอด ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่กินทั้งสารแคปไซซินจากพริก และสารจินเจอรอลจากขิง พบว่า มีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ที่รอดพ้นจากโรคมะเร็งปอด

 

 

แม้จะจับคู่กันและให้ประสิทธิภาพในการต้นมะเร็งเพิ่มขึ้น แต่ก็ควรระวังไม่กินมากจนเกินไป เพราะทั้งขิงและพริกต่างมีรสเผ็ดร้อน อาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณทางเดินอาหาร ระคายเคืองบริเวณปากและลำคอ

 

 

นอกจากนี้ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานียังเตือนว่า ควรระวังการใช้ขิงร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant) และยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet) เนื่องจากอาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าและหยุดไหลยาก

 

 

ส่วนพริกมีรายงานที่ระบุว่า การกินเผ็ดมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคกระเพาะอาหารหรือมะเร็งกระเพาะอาหารอีกด้วย





ที่มา...http://health.haijai.com/4485/