ผู้เขียน หัวข้อ: แม่หลั่งน้ำตา ลูกชายหายไป 19 ปี จัดงานศพไปแล้ว แต่จู่ๆ โผล่กลับบ้าน  (อ่าน 41 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 2986
    • อีเมล์




อยู่ดีๆ ก็โผล่กลับมาบ้าน หลังหายไป 19 ปี แม่กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เผยที่ผ่านมาคิดว่าตายไปแล้ว ถึงกับทำพิธีเผาศพด้วยโลงเปล่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (11 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ พึ่งได้รับการเปิดเผยข้อมูลจากชาวบ้านว่า 6 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่บ้านเลขที่ 154 ม.3 บ้านสังขะ ต.สังขะ จ.สุรินทร์ ได้มีการจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญ และผูกข้อไม้ข้อมือเพื่อรับขวัญต้อนรับ นายสมศักดิ์ สมยิ่ง อายุ 50 ปี ที่หายออกจากบ้านไปถึง 19 ปี ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มอายุ 31 ปี

หลังออกไปทำงานรับจ้างก่อสร้างยังต่างจังหวัดกับคนในหมู่บ้าน cจนไม่สามารถติดต่อได้และไม่ได้กลับมาบ้านอีกเลย  และอยู่ดีๆ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. นายสมศักดิ์ กลับปรากฏตัวกลับมาบ้าน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ครอบครัวนี้ตามหาทุกวิถีทาง จนหมดความหวังที่จะตามหา และคิดว่าไม่มีชีวิตอยู่เสียแล้ว ท่ามกลางความดีใจของครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน

วันเดียวกันนี้ ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ไปยังบ้านหลังดังกล่าว เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง พบกับ นายสมศักดิ์ พร้อมด้วยนางเอือด สมยิ่ง อายุ 72 ปี แม่ของนายสมศักดิ์ และญาติพี่น้อง นั่งอยู่บริเวณหน้าบ้านด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น ขณะที่นางเอือดถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ระหว่างที่ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความรู้สึกของหัวอกแม่ที่ได้พบลูกชายอีกครั้ง

โดย นางเอือด แม่ของนายสมศักดิ์ พูดบอกผู้สื่อข่าวทั้งน้ำตาว่า ตลอดมาคิดถึงลูกมาก คิดว่าเขาตายไปแล้ว ทำบุญหาเขาตลอด ตอนนี้เห็นลูกกลับมาบ้านแบบนี้แม่ก็ดีใจมากที่สุดแล้ว ไม่อยากจะได้อะไรอีกแล้ว ลูกหายไปตั้ง 19 ปี แม่ก็เสียใจเหมือนกัน คิดสงสารลูกไม่รู้ว่าลูกจะอยู่แบบไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร เห็นลูกกลับมาแม่ก็ดีใจ ไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้







ด้าน นายสมศักดิ์ ซึ่งพบว่าที่บริเวณหูทั้ง 2 ข้าง บิดเบี้ยวผิดรูป รวมทั้งหน้าผากและหน้าแข้งขาข้างขวา ก็มีร่องรอยของการถูกทำร้าย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณปี 2542  ตนได้ออกจากบ้านไปหาทำงานกับเพื่อนในหมู่บ้าน ตอนนั้นอายุประมาณ 31 ปี โดยพากันไปทำงานก่อสร้างที่ กทม.

ต่อมาเพื่อนได้หนีกลับมาก่อนทิ้งให้ตนอยู่ที่นั่นคนเดียว ซึ่งตนไม่รู้หนังสือก็เลยหาทางกลับไม่ได้ เลยระเหเร่ร่อนไปหาทำงานตามที่ต่างเรื่อยมา ส่วนมากจะเป็นงานก่อสร้าง โดยต่อมาได้ไปทำงานก่อสร้างอยู่ที่ จ.ภูเก็ต

จนปี 2558 มีเพื่อนชวนไปลงเรือจับปลา โดยมีนายหน้าที่อยู่ จ.สมุทรปราการ เป็นผู้ประสานงานให้ ว่าจะได้เงินเดือนละ 9 พันบาท พร้อมทั้งได้ยึดบัตรประชาชนไว้ด้วย ซึ่งขณะที่อยู่บนเรือหาปลาลำบากและทรมานมาก ไม่ค่อยได้ขึ้นฝั่ง และได้ถูกเพื่อนที่อยู่บนเรือด้วยกันทำร้าย พวกเขาเสพยาเสพติด ก่อนจะใช้พลั่วตีเข้าที่หัวบาดเจ็บหลายแห่ง ทั้งใบและหน้าผาก

จนในที่สุดได้ถูกทางการมาเลเซียจับกุม ติดคุกอยู่ที่มาเลเซียหลายเดือนกว่าจึงได้ออกมา โดยการช่วยเหลือของมูลนิธิปวีณาฯ รับกลับมาประเทศไทย และทางบริษัทนายหน้าได้ให้ไปทำงานอยู่ที่โรงน้ำแข็ง อีก 2 เดือน ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบ เพราะไม่มีหลักฐานเอกสารยืนยันตัวตน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้พามาส่งที่บ้านน้องสาวที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ส่วนเงินที่ทางบริษัทนายหน้าว่าจะให้ตอนไปลงเรือ 6 หมื่นบาท ตอนนี้ได้มาแค่ 4 หมื่นบาทเท่านั้น และไม่รู้ว่าให้ครบหรือเปล่าตามที่ตกลงกันไว้เดือนละ 9 พัน เพราะแต่ละเดือนเขาจะให้เงินใช้แค่ 2-3 พันบาทเท่านั้น

ส่วนสาเหตุที่ไม่กลับมาบ้าน ตนเองกลับมาไม่ถูกเพราะไม่รู้หนังสือ จนเวลาล่วงเลยไปถึง 19 ปี ยอมรับว่าคิดถึงบ้านและแม่มาก

น.ส.นวลจันทร์ สมยิ่ง อายุ 53 ปี พี่สาวนายสมศักดิ์ บอกว่า ตอนนี้บริษัทที่พาน้องชายไปงานบนเรือประมงเขาส่งเงินมาให้แล้ว 4 หมื่นบาท พอดีได้เบอร์ทางนายหน้ามา เลยได้โทรไม่ถามเขาว่า ทำไมน้องชายกลับมาสภาพไม่เหมือนเดิม หน้าตามีรอยเต็มไปหมด เขาก็บอกว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน

ตนจึงถามเรื่องเงินว่าเขาให้มาแค่นี้หรือ เขาบอกว่าใช่และเดี๋ยวเขาจะโทรไปถามทางมาเลเซียดูให้อีกที พอวันหลังเขาโทรมาหาน้องสาวบอกว่า เงินเขาทั้งหมดเหลืออยู่แค่ 4 หมื่นบาท ก่อนจะขอเลขบัญชีและโอนเงินมาให้ ก็เลยคิดว่าเขาให้มาแค่นี้ก็ดีแล้ว ให้แต่น้องชายเรามีชีวิตกลับมาถึงบ้านก็ดีใจแล้ว

ที่ผ่านมาตลอด 19 ปี พวกเราก็ได้มีการออกตามหาอยู่ตลอด ทั้งลงเฟซบุ๊กประกาศหาตามหน่วยงานต่างๆ รวมถึงติดต่อรายการที่เขารู้เวลามีคนขึ้นเรือลงเรือ เขาก็จะแจ้งมาบอกประจำทุกปี ว่าไม่มีคนชื่อนี้ขึ้นลงเรือนะ

นายบุญช่วย ทองจันทร์ อายุ 55 ปี ญาตินายสมศักดิ์ กล่าวว่า นายสมศักดิ์หายไปนานจนทางบ้านคิดว่าตายไปแล้ว จนแม่และญาติพี่น้องได้ทำพิธีเผาแบบโบราณให้ มีโลงมีอะไรทั้งหมด ทำพิธีเหมือนคนตายจริงๆ ประมาณ 2 ปีทีแล้วที่ทำ คิดว่ายังไงก็ตายไปแล้วแน่นอน

และหากถ้าเขายังไม่ตายก็ขอให้เขาร้อนรนกระวันกระวายใจให้คิดถึงบ้านอยากกลับมาบ้าน เราไม่คิดว่าเขาติดคุกอยู่ที่มาเลเซีย ตนทำงานอยู่กู้ชีพก็พยายามเช็คกับเพื่อนฝูงที่ทางภูเก็ตอยู่ตลอด ก็มีแต่ข่าวมาเรื่อยๆ ว่ายังมีชีวิตอยู่ จนมาทำบุญ คิดว่าไม่อยู่แล้ว ส่วนแม่เวลางานสารทหรืองานอะไรก็จะร้องไห้แบบนี้ตลอด ทำบุญให้ตลอด แล้วอยู่ๆ เขาก็โผล่มาเลยที่บ้านน้องสาว ที่อำเภอปราสาท

ขณะที่ นายจิรกิต ศรีไสย กำนันตำบลสังขะ บอกว่า ตอนนี้ตนได้ติดต่อประสานในเรื่องการทำบัตรประจำตัวประชาชนให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โชคดีที่เขายังไม่ย้ายชื่อเข้าไปอยู่ในทะเบียนกลาง ถ้าเป็นแบบนั้นก็จะยุ่งยากเข้าไปอีก ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว ได้บัตรประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว




ที่มา...https://www.sanook.com/news/7502206/