ผู้เขียน หัวข้อ: ครอบครัวเตรียมไปเก็บกระดูกแม่ สุดช็อกลูกชาย "นั่งตาย" ฟุบดับปริศนาที่หน้าบ้าน  (อ่าน 39 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 3553
    • อีเมล์







พี่สาวเตรียมไปเก็บอัฐิแม่ที่วัด สุดช็อกเช้ามาพบน้องชาย ฟุบดับปริศนาที่หน้าบ้าน คาดเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อคืน

เมื่อเวลา 06.20 น. (11 ก.ค.62) ร.ต.ท.กรกฎ สอนนิกร ร้อยเวรสอบสวน สภ.คลองหลวง รับแจ้งมีผู้เสียชีวิต ที่เกิดเหตุหน้าบ้าน หมู่ที่ 7 ซ.นาวี1 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู แพทย์เวรร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ในที่เกิดเหตุบริเวณกลางถนนพบผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อ นายสมชาย อายุ 40 ปี เสียชีวิตอยู่ข้างรถจักรยานปั่นสีเขียวอยู่ในลักษณะนั่งฟุบหน้า บริเวณแฮนด์มือจับพบถุงพลาสติกสีขาว ภายในมีเงินสดอยู่จำนวนหนึ่งพร้อมเหล้าขาว 1 ขวด จากการชันสูตรเบื้องต้นไม่พบบาดแผลการถูกทำร้าย เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 ชม.

ทางด้าน นางวรรณณา อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันเปิดเผยว่า ช่วงเช้ามืดตนเองออกมาปัดกวาดหน้าบ้านจึงออกมาเจอผู้ตายนั่งฟุบหน้าอยู่ข้างจักรยาน จึงร้องเรียกแต่ไม่ตอบจึงไปตามพี่สาวคนตายซึ่งมีบ้านติดกันมาดู และเข้าไปสัมผัสตัวก็พบว่าเสียชีวิตแล้วจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ทางด้านนางสาคร อายุ 47 ปี พี่สาวผู้เสียชีวิตให้การว่า เป็นเรื่องที่สุดของครอบครัวเพราะมารดาเพิ่งเสียไปและฌาปนกิจไปเย็นวานนี้ รุ่งเช้าญาติจะเดินทางไปเก็บกระดูกที่วัด กระทั่งเพื่อนบ้านเดินมาเรียกให้มาดูน้องชายและพบว่าเสียชีวิตไปอีกราย ซึ่งวานนี้หลังจากตนเองกลับมาจากวัดหลังเสร็จสิ้นงานฌาปนกิจ น้องชายบ่นมีอาการปวดหัวตนเองจึงให้เงินไป 1,000 บาท คิดว่าน้องชายจะชวนภรรยาที่อยู่คนละบ้านเพื่อนำเงินไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแต่กลับไปซื้อสุรา แต่ยังไม่ทันถึงบ้านก็มาเสียชีวิต

ในเวลาต่อมา ด.ช.ไหม อายุ 10 ขวบ บุตรชายของผู้เสียชีวิตซึ่งอยู่คนละบ้านทราบข่าวจึงเดินทางมาที่เกิดเหตุพร้อมร่ำไห้และเข้ากราบร่างอันไร้วิญญาณของพ่อ ซึ่งเป็นภาพที่สุดเวทนาน่าสงสารจนมารดาต้องเข้าโอบและพาตัวลุกขึ้น

ร.ต.ท.กรกฎ สอนนิกร ร้อยเวรสอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมแพทย์บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานและสอบปากคำพยานส่วนร่างผู้เสียชีวิตให้อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป



ที่มา....https://www.sanook.com/news/7831234/