ผู้เขียน หัวข้อ: กรมควบคุมโรคเข้มมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลในการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรค  (อ่าน 31 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 3778
    • อีเมล์




กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยปี 2563 นี้ สถานบริการสาธารณสุข เข้มมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลในการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ฟรี โดยบริหารจัดการช่วงเวลาการให้บริการ จำนวนผู้มารับบริการ การจัดสถานที่ เพื่อลดความแออัดในการมารวมตัวกัน และให้บริการเชิงรุกในพื้นที่ให้มากขึ้น โดยจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ให้บริการแก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงในบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ เป็นต้น เพื่อลดการรวมตัวและความแออัดในการให้บริการ เริ่มให้บริการวันที่ 1 พฤษภาคมนี้

              วันนี้ (25 เมษายน 2563) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าในปี 2563 นี้ กรมควบคุมโรค ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีการรณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2563 เพื่อป้องกันอาการรุนแรงและลดการเสียชีวิตได้ แต่ในช่วงนี้มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อาจทำให้ประชาชนมีความกังวลว่าจะมีคนจำนวนมากมารับบริการฉีดวัคซีนดังกล่าว และมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 นั้น กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่าในการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ปีนี้ กรมควบคุมโรค ได้จัดทำแนวทางการดำเนินงานให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ปี 2563 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในหน่วยบริการที่ให้บริการวัคซีน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด ดังนี้   

              1.โรงพยาบาลสำรวจกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบเพื่อวางแผนให้วัคซีนตามจำนวนที่ได้รับจัดสรร ปรับรูปแบบให้บริการเข้ากับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 มีการจัดเตรียมอุปกรณ์วัคซีนและระบบลูกโซ่ความเย็น ตามมาตรฐานการดำเนินงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ารับวัคซีนตามวันเวลาที่กำหนด

              2.ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 นี้ ขอให้สถานบริการบริหารจัดการช่วงเวลาการให้บริการ จำนวนผู้มารับบริการ การจัดสถานที่ เพื่อลดความแออัดของการมารวมตัวกัน และยึดหลักการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1-2 เมตร ปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันโรค เช่น จัดให้มีการคัดกรองผู้มารับบริการ การทำความสะอาดสถานที่ก่อนการให้บริการ การป้องกันตนเอง แนะนำให้ผู้ปฏิบัติงาน และผู้มาใช้บริการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ และเจ้าหน้าที่ให้ความรู้เรื่องการป้องกันตนเอง รวมทั้งหน่วยบริการที่จัดบริการแบบเคลื่อนที่ให้ปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน โดยการให้บริการเชิงรุกหรือกระจายการให้บริการในพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อลดการรวมตัวและความแออัดในการให้บริการ โดยจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ให้บริการแก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงในบางกลุ่มหรือบางกรณี เช่น ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ เป็นต้น

              นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ให้วัคซีน ควรผ่านการอบรมและมีประสบการณ์ในการให้วัคซีน ได้ทบทวนแนวปฏิบัติของโครงการจนเข้าใจดีแล้ว และในการปฏิบัติตัวในสถานการณ์โรคโควิด-19 สำหรับผู้ปฏิบัติงานขอให้สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน ควรตรวจสอบอาการป่วยของตนเอง โดยเฉพาะอาการไข้หรือทางเดินหายใจ หากสงสัยให้งดปฏิบัติงาน เมื่อต้องออกปฏิบัติงานในที่ชุมชนควรเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1-2 เมตร ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ หลังปฏิบัติงานทุกครั้ง และก่อนรับประทานอาหาร และหลังใช้ส้วม รวมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา ปาก จมูก โดยไม่จำเป็น และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคอื่นๆ ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขกำหนด

              การรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ประจำปี 2563 ในประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ 1.หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป 2.เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี 3.ผู้มีโรคเรื้อรัง (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน) 4.บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 6.โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ) และ 7.โรคอ้วน (น้ำหนัก>100 กิโลกรัม หรือ BMI >35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) นอกจากนี้ ได้เตรียมวัคซีนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด้วย โดยประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถขอรับบริการวัคซีนได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามวันและสถานที่ดังกล่าว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422


ที่มา...https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/02/141991/