กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ตำแหน่ง :  Sales  Executive (กรุงเทพ-ต่างจังหวัด) จำนวน 3 อัตรา เพื่อการขยายทีม (กทม-ใต้,กทม-อีสานบางส่วน,กทม-ภาคกลางบางส่วน)
แผนก :  Professional Diagnostics (Molecular Diagnostic Products)

คุณสมบัติ
เพศ หญิง / ชาย  อายุระหว่าง 23- 32  ปี
วุฒิการศึกษาระดับ ปริญญา ตรี สาขา เทคนิคการแพทย์
เน้นการขายสินค้า  Molecular หรือทำ Lab Molecular 
ประสบการณ์ทำงาน 0-3 ปี
สามารถ  ฟัง พูด เขียน ภาษาอังกฤษ และใช้คอมพิวเตอร์ ได้เป็นอย่างดี
มีมนุษย์สัมพันธ์ดี / มีความกระตือรือร้น  ความขยัน และมีความรับผิดชอบในการทำงาน
มีรถยนต์ส่วนตัว  จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

สวัสดิการ
- รายได้ 40,000-50,000 บาทขึ้นไป/เดือน (เงินเดือนขึ้นอยู่กับประสบการการทำงาน)
- ประกันสังคม
- ประกันอุบัติเหตุ
- โบนัส ประจำปี
- ท่องเที่ยวประจำปี (ทั้งในและต่างประเทศ)

   สนใจส่ง Resume มาที่  E – mail :warawit-pdx@gibthai.com  หรือส่งจดหมายมาที่ แผนกบุคคล  บริษัท กิบไทย จำกัด  44 / 6  ถนนสุทธิสารวินิจฉัย  แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง  กรุงเทพมหานคร  10320  โทร 02 – 2748331 ต่อ 1115
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ คุณวรวิทย์ โทร 081-830-0087
2



อาหารประเภทชาบูกลายมาเป็นของชื่นชอบของใครหลายคนและมีร้านอาหารประเภทนี้เปิดอยู่เต็มไปหมดในเมือง เป็นอาหารยอดนิยมที่ใช้น้ำซุปจากการเคี่ยวเป็นการปรุง มาพร้อมกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ และผักสดนานาชนิด ตบท้ายด้วยน้ำจิ้มสูตรเด็ดของแต่ละเจ้า

อาจเป็นเรื่องน่าเศร้าที่จะต้องบอกข้อมูลดังต่อไปนี้


ต้องยอมรับว่าอาหารประเภทนี้อุดมไปด้วยไขมันและโซเดียมที่ค่อนข้างสูง โดยไขมันที่มากมายนั้นอาจนำไปสู่โรคภัยของร่างกายแบบเรื้อรังได้ เช่น โรคหัวใจ และการกินอาหารที่มีโซเดียมในปริมาณมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงเกี่ยวกับความดันโลหิตและเป็นอันตรายต่อไตอีกด้วย

น้ำซุปจากอาหารประเภทหม้อไฟนั่นมีโซเดียมเกินกว่าค่าเฉลี่ยรายวันที่เหมาะกับเราไปในปริมาณที่สูง ซึ่งปกติแล้วปริมาณโซเดียมปกติที่เราควรได้รับต่อวันคือ 2,000 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา โดยจากภาพดังกล่าวจะเห็นได้ว่าน้ำซุปแบบเผ็ดให้โซเดียมส่วนเกินต่ำที่สุดแต่เต็มไปด้วยไขมันไม่ว่าจากน้ำกะทิหรือแม้แต่ไขมันจากหมู

แต่ไม่ต้องเป็นกังวล เพียงแค่รู้จักกินให้พอดีและมีประโยชน์
แม้ว่าจะเต็มไปด้วยไขมันและโซเดียม แต่ทำไงได้มันกลับกลายเป็นอาหารที่หลายคนโปรดปรานไปแล้ว แต่ก็มีวิธีลดความเสี่ยงจากการรับไขมันและโซเดียมที่มากเกินไป คือ เลือกน้ำซุปรสอ่อน อีกทั้งอาหารแคลอรี่ต่ำ เช่น ผัก เต้าหู้ เนื้อสัตว์ในส่วนที่มีไขมันน้อยอย่างไก่หรือปลา ลดปริมาณอาหารเครื่องเคียงที่มาจากการทอดและแปรรูปอย่างไส้กรอกต่าง ๆ


ที่มา...https://www.sanook.com/health/20305/
3




หากคุณมี “หน้าอก” คุณใส่ยกทรง หรือชุดชั้นในตอนนอนหลับหรือไม่?

หลายคนเลือกที่จะใส่ยกทรงนอน เพราะกลัวว่าถ้าไม่ใส่อาจทำให้หน้าอกยาน หรือหย่อนคล้อยได้ แต่ก็มีหลายคนเลือกที่จะถอด เพราะใส่นอนแล้วอึดอัด ไม่สบายตัว อีกทั้งยังกลัวว่าจะเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมอีกด้วย จริงๆ แล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แล้วเราควรใส่ยกทรงนอนหรือไม่?

ใส่ VS ไม่ใส่ "ยกทรง-ชุดชั้นใน" นอน ส่งผลต่อ "หน้าอก" หรือไม่?

นายแพทย์โกมล ปรีชาสนองกิจ แพทย์หัวหน้าศูนย์รักษ์เต้านม โรงพยาบาลพญาไท 2 ระบุว่า การใส่หรือไม่ใส่ยกทรง ไม่ได้ส่งผลดีหรือเสียอะไรต่อหน้าอกเลย ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องหน้าอกยาน หย่อนคล้อย หรือเพิ่มความเสี่ยงของโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน้าอก


ยกทรงมีโครง VS ไม่มีโครง เสี่ยงมะเร็งเต้านมหรือไม่?

โลหะที่อยู่ในโครงของยกทรง มีหน้าที่ช่วยพยุงทรงของหน้าอกให้ได้รูปสวยงาม ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อโรคมะเร็งเต้านม และการเลือกสวมยกทรงที่มีโครงเพราะกลัวว่าหน้าอกจะหย่อนยาน หรือหย่อนคล้อย จริงๆ แล้วก็ไม่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ยกทรงที่มีโครงจากโลหะช่วยพยุงหน้าอกให้สวยได้รูป เพื่อความสวยงามมากกว่า

ทั้งนี้ หากเลือกที่จะใส่ยกทรงนอน ควรเลือกแบบของยกทรงที่เหมาะสมกับขนาดของเต้านม สวมใส่สบายไม่รัดแน่นจนเกินไป จะได้นอนหลับได้อย่างสบายไม่อึดอัด นอกจากนี้ควรเลือกยกทรงคุณภาพดี ที่ผลิตได้มาตรฐาน เพราะเนื้อผ้า ยางยืด ตะขอ สายรัดต่างๆ ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือใช้ของคุณภาพไม่ดี อาจเป็นอันตรายต่อผิวหนังได้ และหากเลือกสวมยกทรงแบบมีโครงโลหะ ยิ่งต้องเลือกให้ดีว่าการตัดเย็บเรียบร้อยแน่นหนา และผลิตจากผู้ผลิตที่วางใจได้หรือไม่ เพราะโลหะอาจโผล่ทิ่มผิวหนังขณะสวมใส่เมื่อใช้ไปนานๆ ได้เช่นกัน


ที่มา...https://www.sanook.com/health/22877/
4
บทความสุขภาพ / “ถั่วงอกดิบ” กับอันตรายที่ควรระวัง
« กระทู้ล่าสุด โดย webmaster เมื่อ พฤษภาคม 30, 2020, 10:10:42 AM »


“ถั่วงอก” ผักที่พบในหลากหลายเมนูของอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นผักเครื่องเคียงของก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอยทอด ตำถาด หรือแม้กระทั่งผัดถั่วงอกที่เปลี่ยนจากผักเครื่องเคียงมาเป็นเมนูหลัก แม้ว่าถั่วงอกจะอยู่ในอาหารที่เรารับประทานกันอยู่บ่อย ๆ แต่หากเป็น “ถั่วงอกดิบ” เราอาจไม่อยากแนะนำให้รับประทานกันสักเท่าไร เพราะอาจส่งผลเสียบางอย่างต่อร่างกายได้

อันตรายจากถั่วงอกดิบ

ถั่วงอกดิบพบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียอย่าง ซาลโมเนลลา หรืออีโคไล ซึ่งไม่ใช่แค่บ้านเราเท่านั้น ที่ต่างประเทศก็พบการปนเปื้อนของเชื้อโรคเช่นกัน เมื่อทำการเพาะถั่วงอก ความชื้นและอุณหภูมิของถั่วงอกในการเจริญเติบโต เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ถั่วงอกอาจพบสารฟอกสีที่มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูง เพราะผู้ผลิตบางรายนำสารฟอกขาวมาแช่ถั่วงอก เพื่อให้ถั่วงอกมีสีขาว อวบ น่ารับประทานและเก็บไว้จำหน่ายได้นาน

แม้ว่าจะมีสารฟอกขาวบางประเภทที่อนุญาตให้นำมาใช้ในอาหารได้ เช่น โซเดียมซัลไฟต์ แต่เนื่องจากเป็นสารฟอกขาวที่มีฤทธิ์ในการฟอกต่ำ ผู้จำหน่ายจึงนิยมใช้สารฟอกขาวประเภทที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารมากกว่า คือ โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์มาผสม สารนี้มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูงกว่าประเภทแรก 2-3 เท่า สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ แต่มีอันตรายต่อร่างกายเมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดอาการหายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง อาเจียน อุจจาระร่วง สำหรับผู้ที่แพ้อย่างรุนแรงหรือป่วยเป็นโรคหอบหืดจะมีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการช็อค หมดสติและอาจเสียชีวิตได้

วิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากถั่วงอก

        1. หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วงอกดิบหากไม่ทราบแหล่งผลิตที่ชัดเจน

        2. ปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทานเสมอ อาจบอกร้านอาหารให้ลวก หรือปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนใส่ลงไปในก๋วยเตี๋ยว และเมนูอาหารอื่น ๆ เป็นต้น การปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทาน จะทำให้สารไฮโดรซัลไฟต์ที่อาจมีอยู่ในถั่วงอกถูกทำลายด้วยความร้อน ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการนำถั่วงอกดิบมารับประทานสด ๆ

        3. ไม่ควรเลือกถั่วงอกที่มีสีขาวผิดปกติ

        4. หากจำเป็นต้องรับประทานถั่วงอกดิบจริง ๆ ควรหลีกเลี่ยงถั่วงอกที่มีสีคล้ำ มีส่วนเน่าเสียปนอยู่เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้


ที่มา...https://www.sanook.com/health/17581/
5


นอกจากอาหารคลีนที่แบบที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าต้องกินแบบที่ปรุงอาหารน้อยๆ ลดการใช้น้ำมันหมู น้ำมันปาล์มในการปรุงอาหาร เลือกกินโปรตีนไขมันต่ำ และเปลี่ยนมากินผักผลไม้ให้มากขึ้นแล้ว ยังมีวิธีกินอาหารเพื่อสุขภาพแบบที่ชาวตะวันตกนิยมกันมาช้านาน เพราะพิสูจน์ว่าช่วยลดความเสี่ยงโรคอันตรายได้มากมาย นั่นคือ การกินแบบ “เมดิเตอร์เรเนียน”


การกินแบบ “เมดิเตอร์เรเนียน” ดีอย่างไร?

มีรายงานวิจัยพบว่า ผู้ที่อยู่ในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน เช่น สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ ตุรกี โมรอคโค พบอัตราผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดต่างๆ น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบยุโรปด้วยกัน โดยมีตัวแปรสำคัญมาจากอาหารที่กินในแต่ละวัน นั่นคือการกินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนนั่นเอง


การกินแบบ “เมดิเตอร์เรเนียน” กินอย่างไร?

        - หลักๆ แล้ว การกินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ทำได้โดยเลือกกินอาหารเหล่านี้

        - กินผัก ผลไม้ ธัญพืช และไขมันที่ดีต่อสุขภาพทุกวัน

        - กินโปรตีนจากเนื้อปลา สัตว์ปีก ถั่วต่างๆ และไข่ ทุกอาทิตย์

        - กินอาหารที่ทำจากนม เช่น นมสด โยเกิร์ต อย่างสม่ำเสมอ

        - ลดการกินเนื้อแดง

กินแบบ “เมดิเตอร์เรเนียน” ไขมันดี คาร์โบไฮเดรตดี คือแบบไหน?

ปกติแล้วเวลานึกถึงอาหารเพื่อสุขภาพ มักจะมีไขมันต่ำ และคาร์โบไฮเดรตน้อย เพราะมองว่าเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง แต่การกินแบบเมดิเตอร์เรเนียนสามารถกินไขมัน และคาร์โบไฮเดรตได้ แต่ต้องเลือกกินให้ถูกประเภท

        - ไขมัน เลือกกินเฉพาะไขมันที่ดีต่อร่างกาย นั่นคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fatty acid) ที่สามารถพบได้ใน น้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันงา น้ำมันดอกคำฝอย อะโวคาโด ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ถั่ว เมล็ดธัญพืชต่างๆ เป็นต้น

        - คาร์โบไฮเดรต เลือกกินเฉพาะคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการขัดสี ไม่ผ่านการแปรรูป จึงมีกากใยอาหาร และคุณค่าทางอาหารสูง พบได้ในข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต โฮลเกรน และในผักผลไม้บางประเภท เช่น เผือก มันเทศ และถั่วต่างๆ

นอกจากการเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว การทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน เช่น การเดินเล่นหลังมื้ออาหาร การทำงานบ้าน จ่ายตลาด ปั่นจักรยาน ก็ทำให้ชาวเมดิเตอร์เรเนียนมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้นได้ ดังนั้นหากใครจะกินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำด้วย


ที่มา...https://www.sanook.com/health/18571/
6



งานวิจัยพบว่า “สารก่อมะเร็ง” ที่อยู่ในควันจากการปิ้งย่างอาหารบนเตา สามารถเข้าสู่ร่างกายได้แม้เพียงเรารับควันอยู่ใกล้เตา
งานวิจัยพบว่า หากเรารับประทานอาหารปิ้งย่างอยู่หน้าเตาที่เราปิ้งย่างเอง เราอาจได้รับสารก่อมะเร็งจากทั้งการรับประทานอาหาร การสูดดมควัน และดูดซึมผ่านทางผิวหนัง


ทีมวิจัยที่กวางโจว ประเทศจีน สรุปผลจากการรวบรวมข้อมูลจากการทดลองกับอาสาสมัครทั้ง 20 คนที่ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ลองกินอาหารปิ้งย่าง สูดดมควัน และรับควันผ่านผิวหนัง กลุ่มที่ 2 เพียงสูดดมควันและรับควันผ่านผิวหนัง กลุ่มที่ 3 รับควันผ่านผิวหนังอย่างเดียว และทำการตรวจหาสารก่อมะเร็งหลังทำการทดลอง พบว่ากลุ่มที่กินอาหารปิ้งย่างเสี่ยงได้รับสารก่อมะเร็งมากที่สุด แต่รองลงมากลับเป็นกลุ่มที่รับควันผ่านผิวหนัง แล้วอันดับสุดท้ายคือกลุ่มที่สูดดมควัน

ทั้งนี้ รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ และ มลฤดี สุขประสารทรัพย์ จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สารก่อมะเร็งที่มักพบในอาหารปิ้งย่าง ได้แก่ สารพิษที่ชื่อ พีเอเอช (polycyclic aromatic hydrocarbon) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่เกิดในควันไฟ ควันธูป ควันบุหรี่ ควันโรงงาน และควันอื่นๆ ที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์

สารนี้เกิดจากไขมันในเนื้อสัตว์ที่หยดติ๋งๆ ลงบนถ่ายขณะที่ให้ความร้อนต่ำ และเมื่ออากาศมีจำกัดทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ จึงเกิดควันที่มีสารพีเอเอชลอยฉุยๆ ขึ้นมาเกาะที่ผิวอาหาร โดยสารนี้จะมีมากในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้งย่างนั้น

จากที่หลายคนคิดว่า การรับประทานอาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม จะทำให้เราเสี่ยงรับสารก่อมะเร็งมากขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่อันที่จริงแล้ว เมื่อสารก่อมะเร็งอยู่ในควัน ดังนั้นหากเราสูดดมควัน หรือแม้แต่เพียงการยืนหรือนั่งอยู่ใกล้เตาขณะทำการปิ้งย่างอาหารอยู่ เราก็สามารถรับสารก่อมะเร็งได้เช่นกัน


กินอาหารปิ้งย่างอย่างให้ปลอดภัยต่อสารก่อมะเร็งมากที่สุด

จริงๆ แล้วการไม่กินอาหารปิ้งย่าง หรือกินให้น้อยที่สุด น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงการรับสารก่อมะเร็งจากอาหารปิ้งย่าง แต่หากยังอยากกินอาหารปิ้งย่างอยู่บ้าง สามารถลดความเสี่ยงอันตรายจากสารก่อมะเร็งได้ ดังนี้

         1. เลือกเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อยในการนำมาปรุงอาหาร หรือตัดทอดส่วนที่เป็นไขมันออกไปให้ได้มากที่สุด ก่อนทำการปิ้งย่าง

         2. นำเนื้อสัตว์ไปปรุงให้สุกก่อนนำมาปิ้งย่าง เช่น ต้ม ลวก หรือนำไปทำให้สุกด้วยไมโครเวฟ เพื่อลดการเกิดสารพีเอเอชขณะปิ้งย่าง

         3. อยู่ให้ห่างจากเตาปิ้งย่างให้ได้มากที่สุด

         4. ใช้เตาไฟฟ้าไร้ควัน ที่สามารถควบคุมระดับความร้อนได้อย่างแม่นยำ ลดเสี่ยงอันตรายได้มากกว่าเตาถ่าน

         5. หากต้องปิ้งย่างบนเตาถ่าน ควรเลือกถ่านก้อนมากกว่าถ่านป่นละเอียด หรืออาจเลือกเป็นฟืนจากไม้เนื้อแข็ง เพื่อให้กระบวนการเผาไหม้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ

         6. นำเนื้อสัตว์ หรืออาหารต่างๆ ห่อใบตองก่อนปิ้งย่าง จะช่วยลดปริมาณไขมันที่จะไหลหยดลงไปบนถ่าน ลดสารก่อมะเร็งที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการปิ้งย่างได้

         7. เมื่อจะรับประทานอาหารปิ้งย่าง ควรตัดส่วนที่ไหม้เกรียมดำออกไปให้ได้มากที่สุดก่อนรับประทาน

         8. หลังปรุงอาหารปิ้งย่าง ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนควัน และอาบน้ำทันที


ที่มา...https://www.sanook.com/health/22901/
7




ป.ป.ช. เคาะแล้ว "ประวิตร" ยืมนาฬิกาเพื่อนไม่ต้องรายงานบัญชีฯ เพราะเป็น 'ทรัพย์คงรูป' ด้านทนายเกิดผลชี้ บรรทัดฐานใหม่ อาจเปิดช่องทุจริต

(29 พ.ค.63) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ ได้เปิดเผยหนังสือการรายงานของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เรื่องการครอบครองนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

หนังสือดังกล่าวลงวันที่ 25 พ.ค.2563 เป็นการแจ้งผลการพิจารณาต่อ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา โดยระบุว่า ตามที่นายเรืองไกร ได้ขอให้พิจารณาชี้มูลความผิด พล.อ.ประวิตร ฐานไม่แจ้งทรัพย์สินในมูลค่านาฬิกาหรูที่ยืมมา

ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เจ้าของนาฬิกา ให้ พล.อ.ประวิตร ยืมใช้ในโอกาสต่างๆ และ พล.อ.ประวิตร คืนให้เมื่อใช้เสร็จ การยืมดังกล่าวเป็นการยืมใช้คงรูป และการยืมใช้คงรูปแม้เป็นหนี้ แต่มิใช่่หนี้สินตามที่ ป.ป.ช. กำหนดให้ต้องแสดงในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เพราะตามคำอธิบายการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินท้ายแบบบัญชีรายการหนี้สินล้วนหมายถึงหนี้สินที่เป็นเงินตราเท่านั้น มิใช่เป็นการยืมใช้สอยได้เปล่าและมีการคืนทรัพย์ให้แก่ผู้ยืม ดังนั้น พล.อ.ประวิตร จึงไม่มีหน้าที่ต้องแสดงการยืมนาฬิกาในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน

เปิดช่องทุจริต ยืมบ้าน ที่ดินได้

ด้านทนายเกิดผล ขยายความว่า "คณะกรรมการ ป.ป.ช.วินิจฉัยว่า การยืมนาฬิกา เป็นการยืมทรัพย์คงรูป ไม่เหมือนยืมเงินตรา เพราะยืมมาแล้ว ทรัพย์คงรูปนั้น (นาฬิกา) ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของเพื่อนอยู่ ต่างกับการยืมเงินตรา ที่ยืมแล้ว เงินนั้นเป็นของผู้ยืม พล.อ.ประวิตร จึงไม่ต้องรายงานบัญชีทรัพย์สิน เพราะนาฬิกา เป็นของเพื่อน"

นายเกิดผล บอกกับ วอยซ์ออนไลน์ เพิ่มเติมว่า เป็นการวินัจฉัยที่ขัดแย้งต่อความรู้สึกของสังคม นำไปสู่ช่องทางการทุจริตในอนาคตได้ เพราะผู้ทุจริต จะเลี่ยงการรับเงินเป็นรับทรัพย์สินแทนและต่อสู้หรือแจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่าเป็นการยืมทรัพย์คงรูป ตามคำวินิจฉัยครั้งนี้ของ ป.ป.ช.

"ต่อไปนักการเมืองอาจ ยืมรถ ยืมบ้าน ยืมที่ดิน ยืมทองคำ ยืมเพชร ได้เลย เพราะ ป.ป.ช.บอกไม่ต้องแจ้ง" ทนายเกิดผล กล่าว




ที่มา...https://www.sanook.com/news/8174534/
8




เดินทางข้ามจังหวัดได้แล้ว เหตุแหล่งท่องเที่ยวเริ่มเปิด อาทิ แหล่งมรดกโลก ศูนย์วัฒนธรรม แต่ชายหาดยังปิด สมช.ระบุบางจังหวัดที่เดินทางเข้า อาจสอบถามข้อมูลเล็กน้อย

พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาผ่อนคลาย การบังคับใช้มาตรการในการป้องกัน และยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไว้รสโควิด กล่าวว่าสำหรับการเดินทางข้ามจังหวัดไปพักผ่อน ซึ่งมีการสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมากนั้น สามารถเดินทางไปมาได้ แต่ไม่ถึงกับเสรี เพราะอย่างไรเสียการอยู่บ้านก็ปลอดภัยที่สุด

อย่างไรก็ตามทราบว่า ต่อจากนี้จำเป็นต้องผ่อนคลายมากขึ้น การเดินทางข้ามจังหวัดจำเป็น ในการดำเนินชีวิต และกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องทำภายใต้ข้อกำหนด โดยแต่ละจังหวัด อาจสอบถามผู้ที่เดินทางเข้ามา ว่าไปทำธุระใด ใช้เวลานานเท่าใด โดยแต่ละจังหวัดสามารถออกมาตรการเสริมได้ แต่ขอย้ำว่า ตอนนี้ชายทะเล เรายังไม่เปิดหาด หากประชาชนจะจองห้องพัก ก็ต้องตรวจสอบก่อน แต่สำหรับศูนย์วัฒนธรรม หรือมรดกโลก เปิดให้เขาไปเที่ยวได้แล้ว

ในส่วนของการเดินทางเข้าออกประเทศนั้น ขอย้ำว่าเรายังคงควบคุมการเดินทางเข้าราชอาณาจักรอย่างเข้มข้น ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยเฉพาะการเดินทางกลับเข้ามาของคนไทย เพราะถือว่าภายในประเทศเราควบคุมและจัดการได้ดี แต่การนำเชื้อจากต่างประเทศเข้ามา ยังน่ากังวล

สำหรับคำถามเรื่องการคงเคอร์ฟิวไว้นั้น เพราะ เรายังห้ามขายสุราในร้านอาหาร แต่ซื้อไปกินที่บ้านได้ แต่ก็มีคนอีกกลุ่มที่ใช้ช่วงเวลานี้มามั่วสุมกัน และทำกิจกรรมไม่ถูกกฎหมาย ช่น เล่นพนัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการแพร่โรคได้ จึงต้องมีเคอร์ฟิวมากำกับ


ที่มา...https://www.sanook.com/news/8174486/
9




(29 พ.ค.63) ผู้สื่อข่าว จ.บุรีรัมย์ รายงานว่า ชายฉกรรจ์อายุประมาณ 35 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน บุกเข้าไปภายในวัดกมลาวาส (อ่านว่า กำ-มะ-ลา-วาด) ต.บ้านดู่ อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ แล้วอ้างตัวว่าเป็น “ผู้กองณัฐ” ตำรวจสังกัดกองปราบ แล้วมีพฤติกรรมขู่กรรโชกเรียกเอาเงินจาก พระอธิการศักดิ์ วิสุทธสีโล อายุ 63 ปี เจ้าอาวาสวัด จำนวน 250,000 บาท โดยพยามยามยัดข้อกล่าวหา เจ้าอาวาสว่าขับรถเร็ว ดื่มสุรา โกงเงินวัด และขับรถชนคนบาดเจ็บ ทั้งที่เจ้าอาวาสยืนยันว่าไม่เคยกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา แต่คนร้ายก็พยายามใช้ปืนข่มขู่ จนสุดท้ายพี่สาวเจ้าอาวาสต้องยอมถอดสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 3 บาท และเงินสดอีก 5,000 บาทให้ไป เพราะกลัวจะเป็นอันตรายเหตุเกิดเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่งล่าสุดถึงแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบจะสามารถจับกุมตัวชายฉกรรจ์คนดังกล่าวได้แล้ว คือ นายอรรฆเดช ขันน้อย อายุ 35 ปี เป็นชาวจ.อุบลราชธานี ได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง จ.นครปฐม ได้แล้ว จากการตรวจสอบยังพบว่านอกจากจะก่อเหตุข่มขู่เอาเงินเจ้าอาวาสวัดที่ อ.นาโพธิ์ ในวันที่ 24 พ.ค. แล้ว ยังมีพฤติกรรมขู่กรรโชกทรัพย์ร้านค้าในพื้นที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. และ อ.สตึก วันที่ 23 พ.ค. อีกด้วย โดยที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ ได้เงินไปจำนวน 10,000 บาท พร้อมเหล้า 2 ขวด ส่วนที่ อ.สตึก ยังไม่ได้ทรัพย์สินไปเนื่องจากเหยื่อไหวตัวทัน

ขณะที่นายณัฏฐ์กร ศิริผ่องแผ้ว นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ได้มอบหมายให้ นายทวี ไขว้พันธุ์ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยนายกรพล มีสัตย์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เฉลิมพระเกียรติ ลงพื้นที่สอบถามข้อมูลร้านขายของชำแห่งหนึ่งในหมู่บ้านหว่าน ม.4 ต.ตาเป๊ก ซึ่งเป็นผู้เสียหายอีกรายที่ตกเป็นเหยื่อถูกนายอรรฆเดช ผู้ต้องหา ขู่กรรโชกทรัพย์

โดยนางอรุชา จีนโน อายุ 58 ปี ผู้เสียหาย บอกว่า เมื่อเวลาประมาณ 1 ทุ่ม วันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ก็เปิดขายของชำตามปกติ จู่ๆ นายอรรฆเดช ผู้ต้องหา ซึ่งขับรถบิ๊กไบค์มาจอดที่หน้าร้านแล้วเดินเข้ามาในร้าน อ้างตัวเป็นตำรวจกองปราบ แล้วก็เดินเข้าไปหลังร้านแล้วเข้าไปถ่ายรูปลังเบียร์ที่ตนเองตั้งเก็บไว้หลังร้าน เพราะหลังจากประกาศห้ามขายก็ไม่ได้เอาออกมาตั้งขายเลย แต่ไม่มีที่เก็บก็ตั้งเอาไว้หลังร้าน แต่นายอรรฆเดช ที่อ้างว่าเป็นตำรวจก็มาข่มขู่กล่าวหาว่าตนเองแอบขายเหล้า ตนก็ยืนยันว่าไม่ได้ขายแต่ผู้ต้องหา ก็ยังขู่ว่ามีหลักฐานภาพถ่าย หากยอมจ่ายเงินให้ 20,000 บาทก็จะไม่เอาผิด แต่ถ้าไม่จ่ายจะส่งฟ้องศาลต้องเสียเงิน 400,000 บาท ซึ่งตอนนั้นตนเองกลัวมากเพราะคิดว่านายอรรฆเดช เป็นตำรวจจริง กลัวจะถูกกลั่นแกล้งสร้างหลักฐานเท็จเพื่อยัดข้อหา ประกอบกับตนเองอยู่บ้านกับแม่ที่ป่วยติดเตียงลำพัง จึงกลัวจะเป็นอันตราย ก็เลยจำใจต้องเอาเงินเก็บจากการขายของ และเงินแบงค์ 20 ที่เหลือไว้ทอนให้ลูกค้ารวมจำนวน 10,000 บาท จ่ายให้ไปแถมยังฉกเอาเหล้าหลังร้านไปอีก 2 ขวด ทั้งนี้นายอรรฆเดช ก็ยังบอกอีกว่าส่วนที่เหลือวันหลังจะกลับมาเอาอีก จึงไม่กล้าไปแจ้งความเพราะกลัว ก็ถือว่าทำบุญไปตัวเองและแม่ปลอดภัยก็ดีแล้ว แต่ก็ดีใจที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้จะได้ไม่ไปก่อเหตุกับคนอื่นอีก

จากการตรวจสอบประวัติพบว่านายอรรฆเดช ผู้ต้องหา เคยประกอบอาชีพรับซื้อขายเป็ด ไก่ ในพื้นที่ภาคอีสาน เคยต้องโทษ คดีเกี่ยวกับลักทรัพย์, พรบ.ทหาร, คดีพรากผู้เยาว์ และคดีกรรโชกทรัพย์ ในหลายท้องที่


ที่มา...https://www.sanook.com/news/8174442/
10



นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวเมื่อวานนี้ (29 พ.ค.) ว่า สหรัฐจะยุติความสัมพันธ์ทั้งหมดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เพราะองค์การอนามัยโลกรับมือการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (SARS-CoV-2) ในจีนได้ไม่ดี

นายทรัมป์กล่าวอีกว่า องค์การอนามัยโลกยังปล่อยให้จีนเข้าครอบงำ จนยอมช่วยจีนปิดข่าวการแพร่ระบาด

"เราบอกละเอียดทุกอย่างว่าจะต้องปฏิรูปองค์กร หรือให้เราช่วยตรงๆ เลยก็ได้ แต่สุดท้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเพราะว่าพวกเขาไม่ทำอะไรตามที่เราขอ ที่เราเห็นว่าจำเป็นต้องปฏิรูป เราเลยจะต้องยุติความสัมพันธ์กันในวันนี้" นายทรัมป์ กล่าว

สหรัฐเป็นประเทศที่สนับสนุนเงินทุนให้กับองค์การอนามัยโลกมากที่สุด ดังนั้นการยุติความสัมพันธ์นี้จะสั่นคลอนองค์การอนามัยโลกอย่างหนัก

ฟอร์บส นิตยสารด้านการเงินและธุรกิจจากสหรัฐ เผยตัวเลขของปี 2563 ว่า สหรัฐให้เงินแก่องค์การอนามัยโลกมากที่สุดที่ 115.8 ล้านดอลลาร์ (3,684 ล้านบาท) ตามมาด้วยจีน ที่ 57.4 ล้านดอลลาร์ (1,826 ล้านบาท) และญี่ปุ่นในอันดับ 3 ที่ 41 ล้านดอลลาร์ (1,304 ล้านบาท)


ที่มา...https://www.sanook.com/news/8174466/
หน้า: [1] 2 3 ... 10