ผู้เขียน หัวข้อ: ผัวเมียคดีเก็บเห็ดรุกที่ป่า ร้องกองปราบ-ถูกคุกคาม  (อ่าน 752 ครั้ง)

ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 517
    • อีเมล์


ผัวเมียคดีเก็บเห็ดรุกที่ป่า ร้องกองปราบ-ถูกคุกคาม
„สองสามีภรรยาชาว ต.โนนสะอาด อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีฐานบุกรุกแผ้วถางป่าไม้ เพราะเข้าไปเก็บเห็ดในเขตป่าสงวนแห่งชาติ บุกร้องพนักงานสอบสวนกองปราบปรามหลังถูกข่มขู่คุกคามในคดี วันพฤหัสที่ 17 มีนาคม 2559 เวลา 19:50 น. เมื่อวันที่ 17 มี.ค. นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้พา นายอุดม ศิริสอน อายุ 53 ปี และ นางแดง ศิริสอน สองสามีภรรยา ชาว ต.โนนสะอาด อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีบุกรุกแผ้วถางป่าไม้ ยึดถือ ครอบครอง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียสภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต , ทำไม้หวงห้ามและมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ภายหลังเข้าไปเก็บเห็ดในเขตป่าสงวนแห่งชาติ บ้านหนองกุงไทย หมู่ 6 ต.โนนสะอาด อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2553 เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.มานพ เดื่อมทั้น พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. เพื่อลงบันทึกประจำไว้เป็นหลักฐาน กรณีที่ทั้งสองถูกเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวข่มขู่คุกคาม โดย นายสงกานต์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2553 นายอุดม และนางแดง เป็นเพียงชาวบ้านที่เข้าไปเก็บเห็ดในพื้นที่ป่าดังกล่าว ต่อมา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้มีการตั้งข้อกล่าวหาทั้งสองว่าบุกรุกและตัดไม้ในพื้นที่ป่าแห่งนี้รวม 72 ไร่ โดยมีการแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.ยางตลาด แต่ระบุว่าทั้งสองได้บุกรุกป่าเข้าไปกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 12-19 ก.ค. 2553 รวม 8 วัน ซึ่งคดีนี้ได้มีการส่งฟ้องถึงชั้นศาล จนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นสั่งจำคุกจำเลย 30 ปี จำเลยรับสารภาพ ศาลจึงพิจารณาลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 ปี ต่อมา ศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ก่อนที่จะมีการยื่นฎีกา และมีการขอความช่วยเหลือกับทางเครือข่ายฯ เนื่องจาก นายอุดม จำเลยในคดีนี้ เข้าใจว่าถูกจับกุมในกรณีที่เข้าไปเก็บเห็ด ประกอบกับเป็นคนหูตึง อ่านหนังสือไม่ออก จึงจำต้องรับสารภาพในคดี จนถูกศาลพิพากษาลงโทษ “




ผัวเมียคดีเก็บเห็ดรุกที่ป่า ร้องกองปราบ-ถูกคุกคาม
„นายสงกานต์ กล่าวต่อว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องทุกข์จึงมีการช่วยเหลือด้วยการขอพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย และมีคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงคดีนี้ใหม่ทั้งหมด จนปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่มีหลักฐานเพียงรถ จยย.ของผู้ต้องหาที่จอดไว้ในป่าดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2553 แต่เจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาตั้งแต่วันที่ 12-19 ก.ค. ซึ่งเป็นการตั้งข้อหาล่วงหน้า รวมทั้งจากสถานะของจำเลยก็เป็นไปไม่ได้ที่จะตัดไม้กันตามลำพัง 2 คน ในพื้นที่ 72 ไร่ นอกจากนี้ ในรายละเอียดต่างๆก็ชี้ชัดว่า หลังจากมีการร้องขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยทั้งสองก็ถูกข่มขู่คุกคาม จนต้องมีการแจ้งความดำเนินคดี การที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้มาขอชี้แจงกับทางจำเลยอย่างละมุนละม่อมในกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ตนอยากจะชี้แจงว่ามันเลยขั้นตอนนั้นไปแล้ว นอกจากนี้เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา ก็มีตำรวจท้องที่เกิดเหตุพยายามจะเข้ามาหาจำเลยทั้งสอง โดยระบุว่าทาง ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ จะให้แกไปรับของขวัญ เพราะสงสารทั้งสองอย่างมาก แต่ก็ปฎิเสธไป ระหว่างนั้นทางตำรวจก็มีการค้นรถโดยไม่มีหมายศาล เรื่องนี้ตนได้รายงานต่อศาลและสำนักงานคุมประพฤติได้ทราบไปแล้ว รวมทั้งได้พาจำเลยทั้งสองไปพบทางอธิบดีกรมคุ้มครองพยาน เนื่องจากทั้งสองได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เข้าตัดไม้ในเขตป่าสงวนดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว วันนี้ทั้งสองจะมาขอลงบันทึกประจำวันในกรณีที่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาข่มขู่ และจะมาติดตามคดีที่ได้แจ้งความเอาผิดกับผู้ที่ลักลอบตัดไม้ทำลายป่าในเขตป่าสงวนดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาทางอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ก็เกรงกลัวว่าทั้งสองจะไม่ได้รับความปลอดภัย เพราะเป็นพยานสำคัญในคดีบุกรุกทำลายป่า พร้อมกันนั้นยังมีการประสานการทำงานร่วมกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ อีกด้วย.“










ที่มา : http://www.dailynews.co.th/crime/386303