ผู้เขียน หัวข้อ: รายงานข่าวกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)  (อ่าน 59 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 3788
    • อีเมล์







สถานการณ์ ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ณ เวลา 08.00 น.       

1. ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรักษาในโรงพยาบาล 18 ราย กลับบ้านแล้ว 17 ราย รวมสะสม 35 ราย

2. ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม – 18 กุมภาพันธ์ 2563 มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนต้องเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 957 ราย คัดกรองจากสนามบิน 58 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 899 ราย อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วและอยู่ระหว่างติดตามอาการ 857 ราย ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 100 ราย

        3. สถานการณ์ทั่วโลกใน 27 ประเทศ และ 2 เขตบริหารพิเศษ ข้อมูลตั้งแต่ 5 มกราคม – 19 กุมภาพันธ์ 2563 (07.00 น.) พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวน 75,138 ราย เสียชีวิต 2,007 ราย ส่วนประเทศจีนพบผู้ป่วย
74,139 ราย เสียชีวิต 2,002 ราย

2. สธ.ปรับแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์

          กระทรวงสาธารณสุข ปรับแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในโรงพยาบาล สำหรับแพทย์บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข สถานการณ์ในประเทศยังไม่พบผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม ส่วนคนไทยที่สัต***บกลับบ้านวันนี้ 137 คน ทั้งหมดไม่มีการติดเชื้อตั้งแต่แรก สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

          นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค พร้อมด้วยนายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่า สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของประเทศไทย ไม่มีผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม ยังคงมี 35 รายเท่าเดิม รักษาหายกลับบ้านแล้ว 17 ราย นอนรักษาในโรงพยาบาล 18 ราย

         กระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับแพทย์บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยให้คัดกรองผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ หากพบมีไข้ร่วมกับอาการทางระบบทางเดินหายใจ และในช่วง 14 วันก่อนเริ่มมีอาการ ได้เดินทางไปพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดต่อเนื่อง หรือเป็นผู้ประกอบอาชีพที่สัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวที่มาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดต่อเนื่อง รวมทั้งมีประวัติใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยที่ยืนยัน จะส่งไปคลินิกไข้หวัด (Fever & ARI clinic) ซึ่งได้จัดตั้งเป็นคลินิกจำเพาะ โดยผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัย บุคลากรทางการแพทย์สวมใส่ชุดป้องกันตนเองตามความเหมาะสม ได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เอกซเรย์ปอด รวมทั้งเก็บตัวอย่างส่งตรวจ และหากตรวจพบเชื้อจะรับไว้ในห้องแยกความดันลบของโรงพยาบาล นอกจากนี้ ได้เพิ่มการเฝ้าระวังในกลุ่มบุคลากรการแพทย์และผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบเฉียบพลันชนิดรุนแรงที่หาสาเหตุไม่ได้ จะนำเข้าสู่การวินิจฉัยและตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้ ได้ตั้งคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคณะทำงานจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค สถาบันบำราศนราดูร รพ.ราชวิถี สถาบันโรคทรวงอก รพ.นพรัตน์ราชธานี รพ.เลิดสิน เพื่อให้คำปรึกษาแก่แพทย์และโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ในกรณีที่มีข้อสงสัยแนวทางเวชปฏิบัติ                                                                                                                                                             

          สำหรับกรณีนักวิชาการด้านระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ตั้งข้อสงสัยว่าประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 น้อยกว่าที่คาดไว้เมื่อพิจารณาจากการเดินทางทางอากาศ นั้น รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยประชาชน สนับสนุนงบประมาณ และสั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขคัดกรองผู้เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2563 ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีรายงานการระบาดจากคนสู่คน ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่เริ่มการคัดกรองทุกสนามบินที่มีเที่ยวบินตรงมาจากเมืองที่มีการระบาด เมื่อวันที่ 8 มกราคม ตรวจพบผู้ป่วยยืนยันนอกประเทศจีนรายแรกของโลกจากการคัดกรองที่สนามบิน และแจ้งประชาชนทราบทันทีที่ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันเชื้อตรงกับประเทศจีน ต่อมาขยายการคัดกรองทุกช่องทางเข้าออกประเทศ ทำให้ประเทศอื่น ๆ ตื่นตัว เริ่มคัดกรองเช่นเดียวกับไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่ง ศ.นพ.ลินคอล์น เซน ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระหว่างประเทศและอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา กล่าวชื่นชมมาตรการของไทย กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่า ไทยยิ่งกว่าพร้อมในการรับมือปัญหาโรคระบาดหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้

         นายแพทย์โสภณกล่าวต่อว่า ในช่วงต้นไทยพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากจีนและผู้สัมผัสใกล้ชิด เมื่อจีนประกาศห้ามเดินทางออกนอกประเทศทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงอย่างมาก จำนวนผู้ป่วยจึงลดลง อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความมั่นใจ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยายการคัดกรองในกลุ่มคนไทยที่สัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยว เพิ่มการคัดกรองผู้เดินทางในประเทศอื่น ๆ ที่มีรายงานผู้ป่วย และพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ส่งผลให้ตรวจพบผู้ป่วยคนไทยซึ่งไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ แต่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวชาวจีน จึงสามารถจำกัดวงการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว และยังไม่มีผู้ป่วยเพิ่ม

       “จากการที่เรารู้เร็ว ป้องกันเร็ว ทุกภาคส่วนในประเทศไทยได้ตื่นตัวเร็วและให้ความร่วมมือในการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคอย่างเข้มข้น จากการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง ทั้งขนส่งสาธารณะ ร้านค้า สถานประกอบการ รวมทั้งประชาชน ร่วมมือปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคตามคำแนะนำ จนได้รับคำชื่นชมจากต่างชาติ”  นายแพทย์โสภณกล่าว

3.ข้อแนะนำประจำวันในการป้องกันตนเองจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

         ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำ และสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น และปฏิบัติตามคำแนะนำ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” อย่างเคร่งครัด สวมหน้ากากอนามัยแบบผ้าที่สะอาดเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก สำหรับผู้ป่วยและผู้ที่มีอาการ ไอ จาม ควรใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ สำหรับหน้ากากอนามัยประเภท N95 จะใช้ในเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาใกล้ชิดกับผู้ป่วย

ที่มา...https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/04/138865/