ผู้เขียน หัวข้อ: กรดวิตามินเอ รักษาสิวได้ แต่ต้องระวัง  (อ่าน 2054 ครั้ง)

ออฟไลน์ beebee

  • medtech ปี เอก
  • ******
  • กระทู้: 1550
    • อีเมล์
กรดวิตามินเอ รักษาสิวได้ แต่ต้องระวัง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2012, 09:20:13 AM »
กรดวิตามินเอ รักษาสิวได้ แต่ต้องระวัง


  ปัญหาเรื่องสิวอาจไม่ใช่เรื่องขำ ขำ อีกต่อไป ถ้าเป็นสิวเม็ดใหญ่ และมีอาการอักเสบ ปัจจุบันสิวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสวยงาม เพราะที่ผ่านมาคนไทยเมื่อมีปัญหาเรื่องสิวมักซื้อยามาใช้เองหรือปรึกษาช่างเสริมสวย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแพทย์ทั่วโลกจัดให้สิวเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผิวหนัง และมีวิธีรักษาแตกต่างกันไปตามลักษณะของสิว ในครั้งนี้จะขอกล่าวถึงการรักษาสิวโดยใช้ยากลุ่มกรดวิตามินเอที่มีสรรพคุณรักษาสิวหัวช้าง สิวอักเสบเรื้อรังที่ทำให้จมูกผิดรูปร่าง สิวที่ทำให้เกิดแผลเป็นมาก ๆ สิวที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ และสิวในผู้ป่วยที่มีอาการวิตกกังวลเกินเหตุ

   รู้จักกรดวิตามินเอ

      ยากลุ่มกรดวิตามินเอ คือกลุ่มยาที่มีชื่อทางเคมี คือ ไอโสเตรติโนอิน (Isotretinoin) หรือ เรติโนอิก แอซิด (Retinoic Acid) ซึ่งมีชื่อทางการค้าหลายอย่างเช่น โรแอคคิวเทน (Roaccutane), แอคโนติน (Acnotin), โซเตรท (Sortret), ไอโซเทน (Isotane) ฯลฯ เป็นยาที่จัดให้เป็นยาควบคุมพิเศษซึ่งต้องจ่ายโดยมีใบสั่งยา และต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น มีสรรพคุณใน การลดการทำงานต่อมไขมันและต้านการอักเสบ ใช้รับประทานเพื่อการรักษาสิวหัวช้าง สิวที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ สิวอักเสบเรื้อรัง สิวที่เกิดจากความเครียด ซึ่งยากลุ่มกรดวิตามินเอสำหรับรักษาสิวมี 2 แบบด้วยกัน คือ แบบทา และแบบรับประทาน แต่ในบทความนี้ขอเน้นกล่าวถึงเฉพาะชนิดรับประทานเท่านั้น

   กรดวิตามินเอชนิดรับประทาน...ผลดี และผลเสียต่อร่างกาย

       ด้วยสรรพคุณของกรดวิตามินเอที่มีทั้งผลดีและผลเสียต่อร่างกายทำให้ผู้ที่รับประทานยา กลุ่มกรดวิตามินเอเข้าข่ายได้อย่างเสียอย่าง คือ ผลดีของกรดวิตามินเอสามารถรักษาสิวอักเสบ สิวหัวช้างได้ดี สิวหายได้ค่อนข้างสมบูรณ์ และสงบได้เป็นเดือน หรือ เป็นปีขึ้นกับแต่ละบุคคล แต่ผลข้างเคียงจากการใช้กรดวิตามินเอนั้นมีความรุนแรงอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว โดยยากลุ่ม กรดวิตามินเอที่ใช้รับประทานมีผลข้างเคียงต่อการตั้งครรภ์โดยตรง คือ มีผลต่อการสร้างอวัยวะของ ตัวอ่อนในครรภ์ โดยเฉพาะช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนแรก โดยมีผลต่อระบบหัวใจ ระบบประสาท และกระจกตา ซึ่งผลดังกล่าวไม่ขึ้นกับระยะเวลาหรือปริมาณที่ใช้ คือ การใช้มานานหรือเพิ่งใช้ ใช้มากหรือน้อย ส่งผลดังกล่าวได้ทั้งนั้น ความรุนแรงขึ้นอยู่กับร่างกายแม่และเด็กแต่ละคน ผู้ใช้ยากลุ่มกรดวิตามินเอจึงต้องคุมกำเนิดก่อนกินยาอย่างน้อย 3 เดือน และคุมกำเนิดตลอดระยะเวลาที่ใช้ยาตัวนี้ในการรักษา และต้องหยุดยาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน ถึง 1 ปี จึงจะตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ตัวยายังทำให้ริมฝีปากแห้ง ตาแห้ง บางคนอาจมีเลือดกำเดาไหล ในบางรายอาจทำให้ตับอักเสบ มีไขมันในเลือดสูง

      สำหรับผู้ที่สวมคอนแทคเลนส์ การใช้ยานี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองตา เนื่องจากผลข้างเคียงของยาทำให้เกิดอาการตาแห้ง รวมทั้งยานี้ยังอาจทำให้ประสิทธิภาพการมองเห็นในตอนกลางคืนลดลง และสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน ดังนั้น ผู้ที่ใช้ยานี้ควรระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานกับเครื่องจักร หากเกิดอาการดังกล่าวขึ้นต้องหยุดยาและปรึกษาแพทย์ทันที

   ข้อควรระวังก่อนใช้กรดวิตามินเอ

    1. ควรใช้ยานี้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังอย่างใกล้ชิด
    2. ห้ามใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์เพราะมีรายงานว่าทำให้ทารกพิการ เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ได้
    3. ยานี้อาจเป็นสาเหตุในเกิดอาการซึมเศร้า จิตผิดปกติ
    4. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคตับ โรคไต ผู้ที่มีภาวะวิตามินเอสูงเกิน
    5. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่แพ้หรือไวต่อยานี้


 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก อย. วันที่ 5 พ.ย 2555

ออฟไลน์ Pirtlereyo

  • medtech ปี 1
  • *
  • กระทู้: 2
Re: กรดวิตามินเอ รักษาสิวได้ แต่ต้องระวัง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 09, 2015, 11:03:58 AM »
แบบนี้ถ้าเป็นทาน่าจะดีกว่าหรือเปล่าครับ