ผู้เขียน หัวข้อ: ทุบสถิติหวย ขายหมดเกลี้ยง แค่2.34นาที  (อ่าน 1311 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 3951
    • อีเมล์
ทุบสถิติหวย ขายหมดเกลี้ยง แค่2.34นาที
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2015, 09:32:42 am »


สำนักงานสลากฯเปิดขายสลากงวดที่ 4 จากการขายแบบซื้อตรง ทุบสถิติพรึบเดียวหมดเกลี้ยง ในเวลา 2.34 นาที ส่วนสลากจองซื้อขายหมดภายในเวลา 30.26 นาที เนื่องจากการปรับลดเพดานการซื้อสลาก จากเดิมไม่เกินคนละ 15 เล่มคู่ ลดเหลือ 5 เล่มคู่ ทำให้ผู้ค้าสลากและประชาชนเป็นเจ้าของสลากได้เพิ่มขึ้นถึง 4.2 หมื่นราย จากครั้งที่แล้วได้เพียง 1.5 หมื่นราย “ธนวรรธน์” สั่งสอบกระแสข่าว พนักงานกรุงไทยคิดค่าหัวคิวสลาก 1,000-1,500 บาท จองโควตาหวยและฮุบโควตานำไปขายเองคู่ละ 77-78 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลว่าเมื่อวันที่ 18 พ.ย. สำนักงานสลากฯได้เปิด ให้ประชาชนและผู้ค้าสลากที่ลงทะเบียนซื้อสลาก กินแบ่งรัฐบาลจากสำนักงานสลากฯโดยตรง เป็นครั้งที่ 4 และเปิดให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปติดตามการซื้อสลากดังกล่าว ในห้องปฏิบัติการหรือวอร์รูม ทันทีที่ธนาคารกรุงไทยเปิดให้ซื้อตรงและจองซื้อตั้งแต่เวลา 08.00 น. พบว่าผ่านไปเพียง 2.34 นาที สลากซื้อตรงงวดวันที่ 1 ธ.ค.58 มียอดซื้อเข้ามาถึง 4,213 ราย หรือ 21,065 เล่มคู่ ทุบสถิติเดิมครั้งที่ 3 ที่ใช้ระยะเวลา 5 นาที ส่วนสลากที่เปิดให้มีการจองซื้อ สำนักงานสลากฯ เปิดให้จองซื้องวดวันที่ 17 ธ.ค.58 ใช้เวลา 30.26 นาที มีผู้ค้าสลากและประชาชนจองซื้อสลาก 38,000 ราย คิดเป็น 190,000 เล่มคู่ รวมแล้วการเปิดขายตรงของสำนักงานสลากฯ ในครั้งที่ 4 มีประชาชนและผู้ค้าสลากที่ลงทะเบียน จำนวน 109,143 ราย ซื้อตรงและจองซื้อสลากได้ทั้งสิ้น 42,213 ล้านบาท

พลตรีฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า ยอดการซื้อตรงและจองซื้อสลากล่วงหน้าเป็นไปตามที่คาดหมายไว้ หลังจากที่สำนักงานสลากฯ ลดเพดานการซื้อจากเดิมคนละไม่เกิน 15 เล่มคู่ ลดลงเหลือ 5 เล่มคู่ ทำให้การขายสลากในงวดที่ 4 สามารถกระจายสลากถึงมือผู้ค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น และยังทำให้ปริมาณสลากที่พิมพ์เข้าสู่ท้องตลาดได้มากขึ้น จากจำนวนสลากที่พิมพ์ออกมาทั้งหมด 50 ล้านเล่มคู่ หรือ 100 ล้านฉบับที่เข้าสู่ระบบได้มากขึ้น

ขณะที่นายนพพร นุชนิยม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายสายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การทำธุรกรรม การซื้อตรงและจองซื้อในครั้งที่ 4 ใช้ระยะเวลาเร็วขึ้น เพราะธนาคารได้ปรับปรุงระบบธุรกรรมใหม่ ทำให้การสั่งซื้อสั่งจองเข้าใจง่ายขึ้น

วันเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พร้อมด้วย พ.ท.หนุน ศันสนาคม กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการสลาก ลงพื้นที่ตรวจแผงสลากเพื่อสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการค้าสลากบริเวณสี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ และเผยว่า การลงสำรวจพื้นที่จุดขายสลากที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ถือเป็นจุดที่มีการค้าสลากมากที่สุด 1 ใน 3 ของประเทศ จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ พบว่า ผู้ค้าสลากรายย่อยยังคงประสบกับปัญหาเดิมๆ คือ 1.ไม่สามารถซื้อสลากได้ทัน 2.ต้องการสลากเพิ่มขึ้น จาก 5 เล่มคู่ เพิ่มขึ้นเป็น 10 เล่มคู่ 3.เอเย่นต์ หรือผู้ค้ารายใหญ่ขายส่งสลากในราคาคู่ละ 77-78 บาท ทำให้รายย่อยมีกำไรลดลง จากที่สำนักงานสลากฯขายเอง 70.40 บาท ทำให้การขายสลากในราคาไม่เกินคู่ละ 80 บาท ทำได้ยากและไม่คุ้มค่า นอกจากนี้ ยังมีผู้ค้าสลากร้องเรียนว่า มีพนักงานของธนาคารกรุงไทยคิดค่าหัวคิวในการซื้อตรงและจองซื้อโดยคิดเงินรายละ 1,000-1,500 บาท เพื่อให้ได้โควตาสลากจากสำนักงานสลากฯ และยังมีข้อร้องเรียนอีกว่ามีพนักงานของธนาคารกรุงไทยสาขาบางลำภู นำสลากมาขายในราคาคู่ละ 77-78 บาท ทั้งนี้ พ.ท.หนุน จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า สลากที่สำนักงานสลากฯขายเองครั้งที่ 4 สามารถกระจายสลากไปถึงประชาชนได้มากกว่า 40,000 คน จากเดิมในครั้งที่ 3 กระจายสลากได้เพียง 15,000 คน คาดว่า สลากในงวดวันที่ 17 ธ.ค. จะสามารถกระจายสลากไปถึงมือประชาชนได้ประมาณ 50,000-60,000 คน เนื่องจากสัดส่วนสลากแบบโควตาเดิมและโควตาใหม่ที่สำนักงานสลากฯ ขายเอง จะมีสัดส่วนเท่ากันคือ 50 : 50 ของยอดการพิมพ์ทั้งหมด 50 ล้านเล่มคู่ หรือ 100 ล้านฉบับ ขณะนี้ ประชาชนในฐานะที่เป็นผู้ซื้อสลาก ดีใจกับการซื้อสลากได้ในราคาคู่ละ 80 บาท แต่ยังมีปัญหาในฝั่งของผู้ค้าปลีก ที่ยังไม่มีโควตา ทำให้ต้องไปซื้อสลากจากเอเย่นต์ หรือยี่ปั๊วในราคาแพง ที่สำคัญ ยังพบว่า มีผู้ค้าสลากบางราย เมื่อรับโควตาไปแล้วไม่ได้ขายเอง แต่นำ สลากมาขายให้กับเอเย่นต์อีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นตอ ของสลากราคาแพง โดยจะนำประเด็นต่างๆเหล่านี้ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสำนักงานสลากฯ ดำเนินการแก้ไขต่อไป

ด้าน น.ส.สะเรียง อัศววุฒิพงษ์ หรือ “เจ๊สะเรียง” เจ้าของบริษัท สลากมหาลาภ จำกัด อดีตเอเย่นต์รายใหญ่ของสำนักงานสลากฯ ที่ถูกระบุว่า เป็น 1 ใน 5 เสือสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวในระหว่างการหารือกับนายธนวรรธน์ และ พ.ท.หนุนว่า ปัจจุบัน บริษัทฯ ไม่ได้เป็นผู้ค้าสลากรายใหญ่กับสำนักงานสลากฯแล้ว เพราะสำนักงานสลากฯ ไม่ต่อสัญญา หรือโควตาให้แก่ผู้ค้ารายใหญ่ ทำให้ต้องเลิกจ้างพนักงานบางส่วนและในอนาคต อาจต้องเลิกขายสลาก เพราะตนมีโควตาสลากอยู่ในมือเพียง 5 เล่มคู่เท่านั้น ยืนยันว่าตลอดระยะเวลา 54 ปีที่ค้าขายสลากไม่เคยทำผิดกฎหมาย แม้ว่ากรมสรรพากร จะเชิญไปให้ปากคำเกี่ยวกับการเสียภาษีย้อนหลัง ได้ชี้แจงไปตามข้อเท็จจริงเนื่องจากธุรกิจนี้ เป็นเรื่องของการหมุนเวียนเงินสดมีทั้งซื้อมาและขายไป ส่วนที่ถูกรางวัลกับสำนักงานสลากฯ ก็มีเอกสารและหลักฐาน เพื่อยืนยันถึงแหล่งที่มาของรายได้

น.ส.สะเรียงกล่าวด้วยว่า บอร์ดสลากฯได้แก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคา ถูกทางแล้ว เพราะปัจจุบันจะเห็นว่า ราคาสลากลดลงเหลือคู่ละไม่เกิน 80 บาท แต่ในฐานะที่ทำงานด้านนี้มานาน กว่า 50 ปี อยากแนะนำบอร์ด อนุญาตให้ผู้สูงอายุ 70-80 ปี สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปรับแทนได้ เพราะผู้สูงอายุจะได้ไม่ต้องเดินทาง และปริมาณสลากที่พิมพ์ในปัจจุบัน 50 ล้านเล่มคู่ น่าจะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จึงไม่ควรพิมพ์สลาก เพิ่ม แต่ขณะนี้ราคาสลากของยี่ปั๊วยังแพงอยู่นั้นต้องใช้เวลาเพื่อให้กลไกลของตลาดปรับตัว

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรณีที่มีแม่ค้าสลากร้องเรียน มีพนักงานธนาคารเรียกหัวคิวค่าจองสลาก 1,000-1,500 บาท และมีพนักงานธนาคารนำสลากมาขายต่อที่ราคาคู่ละ 77-78 บาท เรื่องนี้มีกระแสข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีขบวนการต้องการดิสเครดิต เพื่อให้คนรู้สึกว่า รูปแบบการจองที่ใช้อยู่ไม่โปร่งใส หวังให้กลับ ไปใช้ระบบเดิม ตอนนี้อยากได้ชื่อพนักงานที่ไปหากินกับการจองสลาก ถ้าใครมีช่วยแจ้งรายชื่อด้วย เพราะการกระทำดังกล่าวต้องถูกลงโทษระเบียบของธนาคาร สำหรับกรณีที่พนักงานเข้าไปจองซื้อสลาก ถือว่าผิดระเบียบของธนาคาร เนื่องจากใช้เวลาทำงานไปจองสลาก ธนาคารจะออกประกาศห้าม พนักงานมีชื่อใช้สิทธิ์จองซื้อสลาก เนื่องจากเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียกับการจองซื้อสลาก




ที่มา http://www.thairath.co.th/