ผู้เขียน หัวข้อ: ร้านเหล้าปิดเรียบ รอบมหา’ลัย 'บิ๊กตู่'ใช้ม.44 เห็นผลชะงัด  (อ่าน 1201 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 3951
    • อีเมล์
6 เดือนเห็นผล หลังหัวหน้า คสช.ออกคำสั่งคุมเข้มห้ามร้านเหล้า สถานบันเทิงตั้งใกล้สถานศึกษา หวังแก้ปัญหา นร.-นศ. ตั้งวงร่ำสุราหลังเลิกเรียน พบส่วนใหญ่ยอมปิดร้าน เปลี่ยนกิจการเป็นอย่างอื่น ส่วนที่ยังเปิดขายก็เขยิบออกไปตามข้อกำหนดและทำตามกฎหมาย ตรวจบัตร-เปิดปิดตามเวลา ฯลฯ ล่าสุดคณะกรรมการจัดระเบียบสถานบริการ เตรียมประชุมนิยามศัพท์คำ “บริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา” พร้อมพื้นที่โซนนิ่ง อย่างเป็นทางการ

หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามแก้ปัญหาร้านขายเหล้า สถานบันเทิง แห่เปิดรอบสถานศึกษา รวมถึงเปิดเกินเวลาเป็นจำนวนมาก จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ม.44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 22/2558 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ บังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.2558 โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เข้มงวดจับกุมร้านขายเหล้า และสถานบันเทิงใกล้สถานศึกษาอย่างจริงจังนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานถึงผลการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 4-6 ที่ประกาศใช้มาครบ 6 เดือน โดยเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.หลังออกสำรวจตามสถานศึกษาชื่อดังหลายแห่งทั่วประเทศ ที่เคยประสบปัญหาดังกล่าว พบว่าส่วนใหญ่สภาพโดยรอบดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เคยประสบปัญหาสถานบันเทิงผุดขึ้นราวดอกเห็ด รอบๆมหาวิทยาลัย แต่ขณะนี้เมื่อเข้าไปในซอยวิภาวดีรังสิต 2 ประมาณ 300 เมตร ร้านขายเหล้าหรือสถานบันเทิง ที่เคยมีเรียงรายตลอดถนนในซอย พบว่าถูกปิด และมีป้ายประกาศเซ้งร้าน บางร้านปรับเปลี่ยนธุรกิจใหม่เป็นร้านเสริมสวย ร้านกาแฟ นมสด และร้านขายเฉพาะอาหาร บรรยากาศเงียบสงบเป็นสถานศึกษามากขึ้น รวมถึงโดยรอบ ม.เทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตจักรพงษภูวนาถ และโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เนื่องจากตำรวจเข้ามาใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดตรวจจับจริงจัง ร้านอาหารดัดแปลงเป็นร้านเหล้าหรือสถานบันเทิง ทำผิดกฎหมายถูกจับสั่งปิดชั่วคราวกันอย่างต่อเนื่อง สถานบันเทิงแอบแฝงทนถูกกดดันไม่ไหวก็ย้ายร้านหนี หรือประกาศเซ้งร้านหรือไม่ก็ปรับเปลี่ยนธุรกิจไป รวมถึงหอพักนักศึกษา ก็ปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.หอพัก 2558 เข้มงวดเช่นกัน ไม่พบขายสุรา หรือนักศึกษานั่งดื่มสุราตามหอพักเหมือนเช่นเคย ทำให้รอบพื้นที่แห่งนี้มีความสงบเงียบเป็นแหล่งการศึกษาแท้จริง สิ่งสำคัญผู้ปกครองอุ่นใจบุตรหลานปลอดภัยที่มาเรียนหนังสือ โดยร้านเหล้าเดิมมีอยู่ 22 แห่ง หลังคำสั่งหัวหน้า คสช.22/2558 ก็เหลือเปิดให้บริการ 3 แห่ง และปฏิบัติตามข้อกฎหมายเข้มงวดมาก

เช่นเดียวกับพื้นที่ย่าน ม.รังสิต ผู้สื่อข่าวสำรวจพื้นที่พบว่าก่อนถึงทุกเส้นทางไป ม.รังสิต มีการขึ้นป้ายว่า “เขตปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รอบสถาบันอุดมศึกษาระยะ 300 เมตร” ทำให้บริเวณนี้ที่เคยมีร้านจำหน่ายสุราจำนวนมากก็ลดจำนวนลง จุดเคยเป็นร้านเหล้าหลายร้านติดป้ายเซ้ง บางรายปรับเป็นธุรกิจอื่น ส่วนบริเวณร้านขายเหล้าที่ยังเปิดอยู่ ก็อยู่ในพื้นที่โซนนิ่ง นอกเขตใกล้เคียงสถานศึกษา มีการตรวจบัตรประชาชน ไม่ส่งเสียงดัง และปฏิบัติตาม กฎหมายเข้มงวด ซึ่งจากการเปิดเผยของนายสุรชัย ขันอาสา ผวจ.ปทุมธานี ว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ ออกตรวจตราเข้มงวด บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด สั่งปิดสถานบริการ 7-8 ร้าน รวมถึงมีอีกหลายแห่งต้องปิดตัวไปเพราะกลัวทำผิดกฎหมาย ส่วนร้านที่เปิดต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ห้ามอายุต่ำกว่า 20 ปี หรือสวมใส่ชุดนักศึกษาเข้าไปใช้บริการ และต้องปิดตามเวลากำหนด และการจัดระเบียบโซนนิ่งระยะห่างร้านเหล้า หรือสถานบริการขึ้นอยู่กับความเหมาะสมสถานที่ที่ทุกฝ่ายตกลงกัน

ในส่วนภูมิภาค ที่ จ.เชียงใหม่ ก็เป็นที่น่ายินดีเมื่อร้านเหล้าที่เคยอยู่ใกล้สถานศึกษาลดลง และเริ่มมีการกำหนดโซนนิ่งสถานบริการที่ชัดเจนขึ้น โดยนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผวจ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่าได้สั่งการไปยังอำเภอต่างๆของเชียงใหม่ที่มีร้านขายสุราหรือสถาบันเทิงใกล้โรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษา ให้นายอำเภอกำหนดโซนนิ่งสถานบริการเข้ามา โดยทางจังหวัดจะตั้งเป็นคณะ–กรรมการในการตรวจสอบ ซึ่งเมื่อประกาศเป็นเขตโซนนิ่งก็ให้รอว่าจะมีการคัดค้านเข้ามาหรือไม่ ขณะที่นายศรัณยู มีทองคำ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ เผยว่าเฉพาะในตัวอำเภอเมืองเชียงใหม่ พบร้านขายสุราใกล้สถานศึกษาจำนวน 44 ร้าน หากอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ซึ่งกำหนดโซนโดยรอบไว้ 300 เมตร มีจำนวนนับสิบร้าน ก็จะจัดทำเป็นโซนนิ่ง เสนอไปทาง ผวจ.เชียงใหม่ และประกาศให้สถานการศึกษามาคัดค้าน โดยร้านในโซนนิ่ง โทษการขายสุราให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี หากจับได้คือให้ร้านนั้นปิดไปตลอดชีพเลย

นอกจากนี้ นายวิทยา พัฒนาเมธาดา ผอ.โรงเรียนดอยเต่าวิทยาคม เปิดเผยว่า หน้าโรงเรียนมีร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 ร้าน ที่อยู่ในเขตพื้นที่ห้ามจำหน่าย ซึ่งทางโรงเรียนได้แจ้งคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียน ครู ผู้ปกครองนักเรียนและนักเรียน ให้ทราบเกี่ยวกับคำสั่งนี้แล้ว ทุกคนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และพร้อมให้การสนับสนุน เช่นเดียวกับนายชัยวัฒน์ ใจภักดี ผอ.โรงเรียนจอมทอง อ.จอมทอง ที่ระบุว่า บริเวณรอบโรงเรียนมีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายร้าน

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจจาก สภ.จอมทอง ได้กำหนดเขตพื้นที่แล้ว และจะมีคณะกรรมการระดับอำเภอ ที่ประกอบด้วย ปลัดอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ ตำรวจ สภ.จอมทอง ครู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นคณะกรรมการร่วมกันตรวจสอบร้านเหล้าต่อไป

สำหรับใน จ.อุบลราชธานี นายคันฉัตร ตันเสถียร รอง ผวจ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า ในจังหวัดมีมหาวิทยาลัย 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ตั้งอยู่ในเขตอำเภอวารินชำราบ เบื้องต้นทั้ง 2 แห่งยังไม่พบร้านเหล้าหรือสถานบันเทิงรอบมหาวิทยาลัย ถึงอย่างไรทางจังหวัดได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นออกตรวจตราร้านเหล้า สถานบันเทิง เพื่อป้องกันการมั่วสุมของ เด็กและเยาวชนอยู่เป็นประจำ เมื่อพบการกระทำผิดก็ดำเนินคดีตามกฎหมายทันที ตั้งแต่สั่งปิดชั่วคราว ถึงปิดถาวรหากยังทำผิดซ้ำอยู่

ด้าน ผศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวถึงมาตรการของ คสช. เรื่องห้ามขายเหล้าใกล้สถาบันการศึกษานั้น หลักการดีมาก ต้องยอมรับว่าวิถีชีวิตของนักศึกษายุคนี้จำนวนหนึ่งผูกติดอยู่กับร้านเหล้าที่ใช้เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ได้ร่วมมือกับหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นสรรพสามิต สสจ.อำเภอ ปกครอง ตำรวจ ทหาร และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ออกตรวจร้านเหล้าว่ามีการดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ อันเป็นลักษณะของการบังคับใช้กับร้านขายเหล้าโดยตรง ประมาณเดือนละครั้ง พบว่ามีการทำผิดกฎหมายอยู่บ้าง ซึ่งมาตรการในการกำกับร้านเหล้าเป็นการควบคุมทางอ้อม ไม่ได้มุ่งไปที่การควบคุมนักดื่มโดยตรง

ขณะที่ ผศ.ดร.สมพงษ์ สิทธิพรหม ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายรักษาความปลอดภัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยถึงผลจากมาตรการจัดระเบียบร้านเหล้ารอบ มข. ว่า ยอมรับพื้นที่รอบรั้วมหาวิทยาลัย เป็นที่ขุดทองของเหล่านักธุรกิจ ร้านค้าสุรา เนื่องจากมองกันว่านักศึกษามีกำลังซื้อ จึงมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเปิดร้านขายสุรากันมากขึ้น แต่เมื่อมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 22/2558 มข. ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และสรรพสามิต ร้านค้า ทำเอ็มโอยูร่วมกัน กำหนดพื้นที่เป็น 4 โซน คือ โซนทิศเหนือ ชุมชนโนนม่วง มีร้านค้า 9 ร้าน โซนทิศตะวันตก ชุมชนโคลัมโบ มี 10 ร้าน โซนทิศใต้ ฝั่งถนนกัลปพฤกษ์ มีร้านขายสุราจำนวน 28 ร้าน และโซนตะวันออก อยู่ในชุมชนกังสดาล เป็นโซนที่มีหอพักจำนวนมาก ซึ่ง มข.จะมีทีมสำรวจพื้นที่อยู่ทุกวัน รอบรั้ว มข.จะเป็นลักษณะร้านขาย สุราคู่อาหาร ส่วนร้านขายสุราโดยเฉพาะมีเพียงส่วนน้อยก็ยังเปิดขายอยู่ แต่ทุกร้านให้ความร่วมมือปิดเปิดเป็นเวลา บางร้านยอมปิดร้านไปเปิดที่อื่น หรือไม่ก็เปลี่ยนไปค้าขายอย่างอื่นแทน ส่วนหอพักที่มีร้านค้าไม่มีการจำหน่ายสุราใดๆ

พ.ต.ท.อนุศักดิ์ ศักดาวัชรานนท์ รอง ผกก.ป.สภ.เมืองขอนแก่น เผยว่า ในพื้นที่รับผิดชอบมีร้านขายสุราจำนวนมาก ในส่วนของสถานศึกษา ตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเป็นประจำ ได้จับกุมร้านค้าที่กระทำความผิดขายสุราเกินเวลาที่กำหนด จำนวน 22 ร้าน พร้อมถอนใบอนุญาตด้วย และจับกุมนักท่องเที่ยวที่ดื่มสุราในพื้นที่ห้าม จำนวน 117 คน ส่วนร้านขายสุรารอบมหาวิทยาลัยนั้น พบร้านขายสุรารอบ มข. จำนวน 10 ร้าน รอบ ม.ราชมงคล จำนวน 10 ร้าน รอบ ม.ภาคตะวันออก-เฉียงเหนือ จำนวน 5 ร้าน ซึ่งร้านเหล่านี้เป็นร้านค้าเดิมที่เปิดขายมานานแล้ว ยังเปิดขายอยู่ทุกวัน แต่เปิดปิดตามเวลาที่กำหนด

เช่นเดียวกับที่ จ.มหาสารคาม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นตักศิลาแห่งอีสาน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.อ.เศกสรร สุขประเสริฐ ผกก.สภ.กันทรวิชัย ซึ่งเป็นที่ตั้ง ม.มหาสารคาม ว่า ทาง สภ.กันทรวิชัย ร่วมกับฝ่ายปกครองและทหารออกตรวจเข้มสถานบริการทุกค่ำคืน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกฎระเบียบที่ทางราชการกำหนด ยกเว้นระยะห่างจุดตั้ง แต่ก็ยังคอยผลการประชุมจากส่วนกลางเพื่อเป็นแนวปฏิบัติต่อไป เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.ประยุทธ พิทักษ์เผ่าสกุล รท.ผกก.สภ. เมืองมหาสารคาม กล่าวถึงสถานบันเทิงรอบพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามว่า ได้ร่วมกับฝ่ายปกครองและทหารออกกวดขันดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ขณะที่นายเมธี สุพรรณฝ่าย

รอง ผวจ.มหาสารคาม เปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ที่อยู่ใกล้สถานบริการ เพื่อหาความเหมาะสมในระยะความห่างจากจุดตั้งของสถานบริการกับสถานศึกษา โดยเฉพาะระดับโรงเรียนมัธยมศึกษา แต่ละแห่งที่ตั้งใกล้ไกลต่างกันไป ในอีกด้านหนึ่งได้สั่งการให้ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ประสานการทำงานทั้ง 3 ฝ่าย ออกตรวจสอบกวดขัดดูแลด้านข้อห้ามในระเบียบสถานบริการของแต่ละเขตอำเภอ ส่วนด้านระยะห่างจากสถานศึกษานั้น คณะทำงานของระดับ ทั้งอำเภอ และจังหวัด ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษากันและส่งข้อสรุปส่งจังหวัด ซึ่งจังหวัดได้นำส่งส่วนกลางเพื่อพิจารณาและรอคำสั่งสรุปจากกระทรวงยุติธรรม สั่งลงมาในแนวปฏิบัติต่อไป

นายบัณฑูร นริศรางกูร ผอ.การส่งเสริมรักษาความสงบเรียบร้อย 3 สำนักการสอบสวนและนิติกร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้กับทุกจังหวัดใช้นโยบายลดอบายมุข สร้างสุขให้สังคม ในการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 สอดส่องกวดขันร้านสุรา แหล่งมั่วสุม ให้รายงานทุกวันที่ 10 ของเดือน หากพบผู้กระทำผิดต้องจับกุมอย่างเฉียบขาดทุกราย ซึ่งในปี 2558 ตั้งแต่ ม.ค.-ก.ค. ออกตรวจสถานบริการ 16,517 แห่ง สั่งพักใบอนุญาต 12 แห่ง เพิกถอนใบอนุญาต 2 แห่ง ร้านจำหน่ายสุราออกตรวจ 69,973 แห่ง สั่งปิดตาม ปว.50 จำนวน 133 แห่ง ดำเนินคดี 351 แห่ง แหล่งอบายมุขอื่นๆ 42,405 แห่ง สั่งพักใบอนุญาต 194 แห่ง และมีคำสั่งให้ทุกจังหวัดเร่งรัดกำกับดูแลบังคับใช้กฎหมายตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ตั้งแต่ 28 ส.ค.-23 ธ.ค.58 มีรายงานผลดำเนินการ 44 จังหวัด การดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. 21 จังหวัด รวม 95 คดี และสั่งปิดกิจการ 5 ปี มากสุด คือ ชลบุรี 21 คดี ขอนแก่น 16 คดี เชียงราย 13 คดี เชียงใหม่ 12 คดี นอกจากนี้พบว่าสถานบริการ 3,500 แห่งทั่วประเทศ ปิดตัวลง 600 แห่ง จากการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดรุนแรงตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/2558 และสภาวะเศรษฐกิจ

นายบัณฑูรกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. 22/2558 มีมติเห็นชอบคำนิยามศัพท์คำว่าบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา และให้ทุกจังหวัดตั้งคณะทำงานตีความบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา และกำหนดแผนโซนนิ่ง โดยให้จังหวัดประกาศพื้นที่เองว่า “บริเวณใกล้สถานศึกษา คือระยะทางเท่าใด” ส่งให้กับกรมสรรพสามิต และมีการประชุมคณะกรรมการจัดระเบียบสถานบริการในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ เวลา 14.00 น. ที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และจะประกาศบังคับใช้ในวันที่ 11 ม.ค.2559 พร้อมกัน เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่และบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิภาพในทิศทางเดียวกัน




ที่มา http://www.thairath.co.th/