
นักประดาน้ำยังคงร่วมค้นหาร่างเด็กวัย 2 ขวบ ที่บ่อน้ำกลางป่าอ้อยอีกครั้ง ด้านควาญช้างจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาลงพื้นที่นำช้างร่วมค้นหาอีกแรง
ความคืบหน้าการค้นหา ด.ช.ซูลุย อายุ 2 ขวบ หลังหายตัวเข้าไปในไร่อ้อย หมู่ 9 ต.สระพังลาน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเข้าสู่วันที่ 7 ของการค้นหา หลังจากที่ตำรวจภูธรภาค 7 กว่า 200 นาย ได้ระดมกำลังเดินปูพรมลาดตระเวนในไร่อ้อย พื้นที่ 1,400 ไร่ พร้อมกับชาวบ้านอาสาในพื้นที่ที่ให้ความช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกตลอดภารกิจ
โดยในช่วงกลางวัน เป็นการค้นหาภาคพื้นดินรวมถึงภายในบ่อน้ำ ส่วนภาคกลางคืน ตั้งแต่เวลา 19.00 น. จะเปลี่ยนเป็นทางอากาศ การค้นหายังเป็นไปอย่างเข้มข้น จากเดิมเคยปูพรมค้นหาเพียงรัศมีจากจุดที่เด็กหาย ขยายเป็นวงกลม ระยะทาง 2-3 กิโลเมตร เน้นการค้นหาจากไร่อ้อยด้านหน้ากองอำนวยการ ทอดยาวถึงบ่อน้ำกลางไร่
ล่าสุดได้ทำการปรับแผน และทำตามคำแนะนำของมูลนิธิกระจกเงา ให้มีการขยายปูพรมเป็นระยะรัศมี 4-5 กิโลเมตร เพราะเชื่อว่าผ่านไปเกือบ 7 วัน เด็กจะสามารถเดินได้ไกลมากขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าค้นหาไร่อ้อยกว้างขึ้น
อีกทั้ง เมื่อเวลา 12.30 น. ชมรมช้างจากจังหวัดอยุธยา นำโดย นายลายทองเหรียญ มีพันธุ์ ในฐานะประธานกลุ่มคชสารคู่แผ่นดิน นำช้างน้ำหนัก 3 ตัน จำนวน 4 เชือก ร่วมปฏิบัติการค้นหาในครั้งนี้ และก่อนจะมีการนำช้างเข้าทำการค้นหา ได้มีการประกอบพิธีเบิกป่า หรือเปิดป่า นำโดยพระพิภพ ศรีสุทโธ ที่เดินทางมาร่วมสร้างขวัญกำลังใจให้กับญาติ และเจ้าหน้าที่

นายลายทองเหรียญ เปิดเผยว่า ช้างที่นำมาช่วยงานเป็นช้างแสนรู้ สามารถร่วมทำงานได้ทุกประเภท มีน้ำหนักตัวไม่มาก ระดับ 3 ตันลงมา ซึ่งหากปฏิบัติการวันนี้ประสบความสำเร็จ จะส่งช้างขนาดเล็ก 1-2 ตัน มาช่วยปฏิบัติการค้นหาเพิ่มอีก
ส่วนข้อกังวลว่าช้างตัวใหญ่กว่าเด็ก 2 ขวบ อาจเป็นอันตรายต่อเด็กนั้น ยืนยันว่าช้างเป็นสัตว์ที่เดินยกเท้าไม่สูง ลักษณะการเดินจะเตะเท้าไปข้างหน้า ไม่ใช่ลักษณะเดินเหยียบโดยทันที เพราะช้างเหล่านี้เคยผ่านการฝึกการนวดคนมาแล้ว ซึ่งหากกำลังเหยียบวัตถุบางอย่าง ช้างจะยกเท้าขึ้นทันที
ส่วนวิธีการที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างช้างกับควาญช้าง ในขณะที่ช้างกำลังเดินไปด้านหน้า หากพบสิ่งกีดขวางหรือเจอตัวเด็กก็จะหยุด และให้สัญญาณกับควาญช้าง ด้วยการส่งเสียงร้อง หรือใช้งวงสื่อสาร เนื่องจากช้างเหล่านี้ผ่านการฝึกฝนมาแล้ว หากพบสิ่งกีดขวางด้านหน้าจะต้องหยุดทันที
ดังนั้น เรื่องของการเหยียบเด็กจึงไม่น่าเป็นห่วง ส่วนข้อกังวลที่ช้างมีขนาดตัวที่ใหญ่จะทำให้ไร่อ้อยได้รับความเสียหายนั้น ยอมรับว่าช้างต้องการใช้พื้นที่ 50 เซนติเมตร สามารถเดินผ่านได้ และไม่ทำให้ต้นอ้อยได้รับความเสียหาย
ส่วนปฏิบัติการครั้งนี้ ยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้เครื่องมือที่ทันสมัยหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ค้นหาเด็กโดยเร็ว แต่การใช้เครื่องมือที่ทันสมัย และได้รับการสนับสนุนช้าง ก็จะทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่วนตัวเชื่ออีกว่า หากใช้เจ้าหน้าที่ก็จะทำให้มีความเหนื่อยล้ามากขึ้น หากมีช้างเข้ามาช่วยเหลือก็จะทุ่นแรงได้พอสมควร

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน ได้นำเสื้อผ้าเด็ก 2 ขวบ ที่สวมใส่แล้ว มาให้ช้างดมกลิ่น เพื่อให้การค้นหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากช้างได้กลิ่น ก็จะบอกควาญช้างได้อย่างรวดเร็ว เพราะช้างชุดนี้ เคยผ่านการฝึกการดมกลิ่นเพื่อการค้นหามาแล้ว
ขณะที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 2 สุพรรณบุรี ได้นำรถตัก 1 คัน และเรือยางขนาดใหญ่ 2 ลำ ทำการตักจอกแหนและผักตบชวา ที่ปิดหน้าน้ำเอาไว้ออก เพื่อเปิดทางให้การค้นหาใต้น้ำทำงานสะดวกมากขึ้น แต่ก็ยังมีวัชพืชจำนวนมาก ที่ยังปกคลุมอยู่บริเวณผิวน้ำ
ทางด้าน ชุดอาสากู้ภัยจากร่วมกตัญญู กทม. จำนวน 14 นาย และทีมประสานงานอีก 5 นาย เดินทางมาพร้อมอุปกรณ์ดำน้ำ หรือชุดมนุษย์กบ ลงดำแบบปูพรม เพื่อค้นหาใต้น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยมีพ่อแม่ ญาติของเด็ก 2 ขวบ มาให้กำลังใจ และร่วมติดตาม
พ่อแม่ของเด็ก ได้เปิดเผยผ่านล่ามภาษาพม่าว่า แม้วันนี้ปฏิบัติการจะผ่านไปครบสัปดาห์ แต่ยังมีความหวัง และเชื่อว่าลูกชายยังมีชีวิตอยู่ โดยปักใจเชื่อว่ามีคนลักพาตัวไป เพราะหากเด็กหลงอยู่ในป่าอ้อยก็คงจะออกมาได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ตัดประเด็นอื่นทิ้ง ทั้งนี้ ขอขอบคุณหน่วยงานของประเทศไทยที่ร่วมช่วยเหลือครอบครัว และค้นหาตัวเด็กอย่างไม่ย่อท้อ
ทั้งนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีญาติพาลูกชายกลับบ้านไปก่อน เนื่องจากตอนเดินทางมานั้น มากันเพียง 3 คน พ่อแม่ลูกเท่านั้น ส่วนญาติที่เมียนมาก็แสดงความเป็นห่วง กังวลใจ ติดตามข่าวตลอด นอกจากนี้ ครอบครัวยังถูกญาติต่อว่า “แค่เด็กคนเดียว ทำไมดูแลไม่ได้”
ที่มา...https://www.sanook.com/news/7620026/


บันทึกการเข้า