ผู้เขียน หัวข้อ: ชักวุ่นอาแท้ๆของสาววัย17เหยื่อค้ากามเกาหลีใต้ บินเข้าพบปคม.ยืนยันไม่ได้หลอก  (อ่าน 576 ครั้ง)

ออฟไลน์ bigpoint

  • medtech ปี เอก
  • ******
  • กระทู้: 854

   
ชักวุ่นอาแท้ๆของสาววัย17เหยื่อค้ากามเกาหลีใต้ บินเข้าพบปคม.ยืนยันไม่ได้หลอก
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:42:27 AM »


จากกรณีน.ส.เอ (นามสมมติ) สาวชาวร้อยเอ็ด อายุ 17 ปี ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กและโปรแกรมไลน์ติดต่อขอความช่วยเหลือจากพ.ต.ท.ธานินทร์ จินดามณี รองผกก.สส.สภ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร อ้างว่าโดนหลอกไปทำงานร้านนวดแผนโบราณในกรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้ ถูกกักขังและบังคับให้รับแขกวันละถึง 20 ช.ม. ต่อมาพ.ต.ท.ธานินทร์ รวบรวมข้อมูลแล้วจึงประสานติดต่อกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ กระทั่งตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ประสานทางการเกาหลีใต้ช่วยเหลือกลับประเทศไทย

ต่อมา น.ส.เอให้การอ้างว่าบุคคลที่หลอกให้ตนไปทำงานที่เกาหลีใต้ คือ นางเพียงใจ (สงวนนามสกุล) อาสาวแท้ๆ ของตน ส่วนคนที่พาออกนอกราชอาณาจักร คือ นายชุน ซอง กึม วัย 36 ปี สามีชาวเกาหลีของนางเพียงใจ และสาวชาวไทยอีกคน ล่าสุด ศาลอาญาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 คนตามคำร้องของบก.ปคม. ในข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์โดยแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าประเวณีเด็ก กระทั่งเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วประเทศ

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้มีข้อมูลใหม่ปรากฏสู่สาธารณะขึ้นมาอีก หลังจากนางเพียงใจ 1 ใน 3 ผู้ต้องหา โทรศัพท์เปิดใจให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยอ้างว่า น.ส.เอเป็นหลานแท้ๆ เดินทางไปเที่ยวเกาหลี เมื่อ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกับเพื่อนร่วมงาน ตอนอยู่ที่เกาหลีก็พักอาศัยอยู่กับตนตลอดเวลา จนพาไปดูสถานที่ทำงานที่ร้านนวดแผนไทยในกรุงโซล ซึ่งตนทำงานมากว่า 10 ปี แต่ไม่ใช่กิจการส่วนตัว ทำให้หลานสาวคนนี้เกิดสนใจอยากทำงานหารายได้พิเศษ อีกทั้งเคยทำงานร้านนวดแผนไทยที่เมืองพัทยามาก่อนด้วย

นางเพียงใจอ้างด้วยว่า แต่เมื่อน.ส.เอทำงานที่ร้านนวดแผนไทยได้ราว 1 สัปดาห์ ก็มีตำรวจเข้ามาเชิญตัวไปให้ปากคำ ระบุว่าหลานสาวเป็นบุคคลอันตราย ก่อนจะทราบเรื่องจากเพื่อนที่เมืองไทยว่า หลานสาวใช้เฟซบุ๊กอีกชื่อหนึ่งติดต่อกับตำรวจไทย โดยเฟซบุ๊กดังกล่าวตนถูกบล็อกเอาไว้ ซึ่งหลานโพสต์ข้อความกุเรื่องว่าถูกล่อลวงมาขายตัวที่เกาหลี พอทราบเรื่องพยายามติดต่อกับหลาน แต่ติดต่อได้แค่ทางไลน์ หลานพิมพ์ข้อความบอกว่า หนูขอโทษ แค่อยากจะกลับบ้าน ตอนนี้อยู่กับตำรวจและมีหญิงสาวอีกกลุ่มที่ถูกจับได้ว่ามาขายตัวที่เกาหลี และเซ็นรับข้อหาไปแล้วเพื่อจะได้กลับเมืองไทยŽ

นางเพียงใจระบุว่า สาเหตุที่เรื่องกลายเป็นเช่นนั้นเป็นเพราะหลานสาวติดแฟนหนุ่ม และเคยโพสต์บ่นกับเพื่อนๆ ว่าอยากกลับเมืองไทย อยู่เกาหลีทำงานเหนื่อยมาก แต่ถ้ากลับคงโดนพ่อแม่ด่า จึงมีเพื่อนบางคนแนะนำให้กุเรื่องเพื่อจะได้ถูกส่งตัวกลับ จากการสอบถามพี่ชาย ซึ่งเป็นพ่อของหลานสาวบอกว่าเมื่อ 2-3 วันก่อน มีตำรวจมาหาและถามว่ารู้หรือไม่ว่าลูกสาวไปขายตัวที่เกาหลี และติดต่อลูกสาวไม่ได้เลย

ขอยืนยันว่าไม่ได้พาหลานสาวแท้ๆ มาขายตัวที่เกาหลี แค่พามาเที่ยวต่างประเทศ อีกทั้งร้านนวดแผนไทยที่ทำงานอยู่เป็นร้านเก่าแก่ เปิดให้บริการทั้งผู้ชายและผู้หญิง ห้องนวดตกแต่งด้วยกระจกใส ไม่มีประตูปิดลงกลอนŽ อาสาวกล่าว และตั้งคำถามถึงสังคมว่า หากพาหลานมาขายตัวจริงจะยินยอมให้ใช้เฟซบุ๊กหรือโพสต์รูปพาสสปอร์ตให้ตำรวจได้อย่างไร ที่สำคัญเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี การทำพาสสปอร์ตต้องผ่านการยินยอมจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ขณะนี้ตนกำลังเดินทางจากเกาหลีกลับไทย เพื่อเข้าชี้แจงกับตำรวจ หลังถูกออกหมายจับฐานขายประเวณีหลานสาวแท้ๆ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรู้สึกเสียใจมาก เป็นการกระทำของเด็กวัยรุ่นที่ไม่รู้จักการยั้งคิดŽ นางเพียงใจกล่าว

ทั้งนี้ อาสาวยังได้โชว์ข้อความสนทนาบนโปรแกรมไลน์ระหว่างตนกับหลาน พอสรุปได้ว่าฝ่ายหลานส่งไลน์ขอโทษอาหลายครั้ง และบอกว่าถูกลวนลามขณะทำงานอยู่ที่ร้านจึงอยากกลับบ้าน

ด้านพล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชน์ ผบก.ปคม. แถลงว่า เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาจะพูดอย่างไรก็ได้ คงไม่เกี่ยวกับคดี เนื่องจากน.ส.เอให้การต่อหน้าพนักงานสอบสวน อัยการ และนักจิตวิตยาตามกระบวนการสอบสวนแบบสหวิชาชีพเอาไว้ชัดเจนว่านางเพียงใจเป็นผู้ชวนไปทำงานที่เกาหลีใต้จริง อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ต้องหาบริสุทธิ์ใจก็ขอให้กลับมาต่อสู้คดีในชั้นศาล

นอกจากนี้ ในการสอบสวนผู้เสียหายได้บันทึกคำให้การและอัดวีดีโอไว้ครบถ้วน และน.ส.เอก็ให้การซัดทอด จึงขอให้ไปต่อสู้กันในชั้นศาล ไม่มีประโยชน์ที่จะมากล่าวหาตำรวจ หลังออกหมายจับแล้วเราประสานไปยังตำรวจเกาหลีใต้เพื่อหาช่องทางดำเนินการกับผู้ต้องหาต่อไปแล้วด้วย พร้อมสั่งการให้พนักงานสอบสวนประสานไปยังอัยการสูงสุดเพื่อขออนุมัติการสอบสวนคดีอาญานอกราชอนาจักรŽ ผบก.ปคม.กล่าว

รายงานแจ้งด้วยว่า หลังจากคดีนี้กลายเป็นข่าวดัง มีรายงานว่านางเพียงใจ ได้โทรศัพท์ติดต่อมายังพนักงานสอบสวน เพื่อชี้แจงว่าข่าวที่ตำรวจให้สัมภาษณ์ทางสื่อนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เรื่องที่เกิดขึ้นมีการกล่าวหากันเกินกว่าเรื่องจริง ซึ่งพนักงานสอบสวนก็ได้ชี้แจงไปว่าทั้งหมดมาจากคำให้การของผู้เสียหาย ที่ได้ไปโพสต์ข้อความไว้ในเฟซบุ๊ก เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใส่ร้ายใคร อีกทั้งไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวอีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นการกลั่นแกล้งใคร

วันเดียวกัน พ.ต.ท.ธานินทร์ รองผกก.สส.สภ.โคกศรีสุพรรณ ซึ่งน.ส.เอติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านเฟซบุ๊กและโปรแกรมไลน์ ให้สัมภาษณ์ ข่าวสดŽ ถึงกรณีนางเพียงใจให้ข้อมูลดังกล่าวผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ว่า ไม่กังวลแต่อย่างใด เพราะน.ส.เอให้การไว้ในชั้นสอบสวนต่อหน้าพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และคนที่น.ส.เอไว้ใจไว้แล้ว ทั้งยังอัดคลิประหว่างการสอบสวนไว้ตามกฎหมาย 

พ.ต.ท.ธานินทร์เผยว่า ขั้นตอนติดต่อช่วยเหลือน.ส.เอ เริ่มจากฝ่ายเด็กสาวเป็นคนทักเข้ามาทางกล่องข้อความของเฟซบุ๊กเพื่อขอความช่วยเหลือ จึงขอให้น.ส.เอส่งหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพาสปอร์ต วีซ่า รูปถ่าย ภาพถ่ายในร้าน และหน้าร้าน ภาพถ่ายที่ยืนยันว่าถูกประทุษร้ายมาให้ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ตามกระบวนการของการแจ้งความทั่วไปที่ต้องมีพยานหลักฐานอันน่าเชื่อถือพอให้ตำรวจดำเนินการช่วยเหลือ รวมทั้งยังให้เด็กเช็กอินตำแหน่งที่อยู่เพื่อยืนยันว่าอยู่เกาหลีใต้จริง ก่อนจะตัดสินใจช่วยเหลือและส่งมอบข้อมูลไปยังบก.ปคม. จนพบว่าทางบก.ปคม.เองมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในเกาหลีใต้ที่ปะติดปะต่อกับข้อมูลที่ตนให้ไป จึงติดต่อไปยังสถานทูตไทยในประเทศเกาหลีใต้

ต่อมา เจ้าหน้าที่สถานทูตฯ ขอไอดีไลน์ไปติดต่อกับเหยื่อโดยตรง ก่อนช่วยเหลือมาได้สำเร็จ ส่วนสาเหตุที่น.ส.เอติดต่อกับตนเป็นคนแรก ทราบจากเจ้าตัวเองว่าเจอรูปภาพตนทำท่า ซารางเฮโยŽ (ฉันรักเธอ) ตอนไปเที่ยวเกาหลีใต้และในเฟซบุ๊กระบุว่าเป็นตำรวจ เด็กจึงติดต่อขอความช่วยเหลือ โดยตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นยังไม่เคยพบน.ส.เอแม้แต่ครั้งเดียว เช่นเดียวกับคนที่ตนติดต่อประสานให้ช่วยเหลือก็เป็นเพื่อนที่รู้จักในโลกออนไลน์เช่นกัน

เวลา 22.00 น. พ.ต.อ.ชิตภพ โตเหมือน ผกก.1 บก.ปคม. พร้อมกำลังนำหมายศาลอาญาเข้าจับกุมนางเพียงใจ อายุ 37 ปี อาของน.ส.เอ โดยโดนควบคุมตัวที่อาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังเดินทางกลับจากเกาหลีใต้ ก่อนควบคุมตัวไปสอบสวนที่บก.ปคม. เบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การภาคเสธ ส่วนรายละเอียดการสอบปากคำ เจ้าหน้าที่จะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้งเวลา 13.00 น. วันที่ 24 พ.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นางเพียงใจระบุว่าพร้อมเข้าพบเจ้าหน้าที่ไทยเพื่อชี้แจงเหตุการณ์ทั้งหมด