ผู้เขียน หัวข้อ: ยูเอ็นจับเข่าซีเรีย 2 ขั้ว เริ่มถกยุติสงครามแสนศพ  (อ่าน 339 ครั้ง)

ออฟไลน์ tikky

  • Global Moderator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 1985






ความหวังที่จะดับไฟสงครามกลางเมืองในซีเรียระหว่างกองทัพซีเรียและฝ่ายต่อต้าน ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ที่เรื้อรังมานาน 3 ปี คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 130,000 ราย ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน

แม้การเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพซีเรีย "เจนีวา 2" ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ตัวแทนสองฝ่ายไม่ลงรอยตั้งแต่แรกพบ ทั้งปะทะวาจากันดุเดือด

แต่อย่างน้อยการดึงให้สองฝ่ายที่ขัดแย้งกันมานั่งโต๊ะเดียวกันได้นั้น ถือเป็น "ความหวัง"

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นต่อจากการประชุม "เจนีวา 1" เมื่อ ปี 2555 ที่มหาอำนาจตะวันตกหารือกัน

ครั้งนี้ชัดเจนว่าฝ่ายต่อต้านและชาติตะวันตกนั้นต้องการผลักดันให้ซีเรียมีรัฐบาลใหม่ แต่นั่นย่อมไม่ใช่สิ่งที่นายอัสซาดและชาติพันธมิตรซีเรียเห็นด้วย

การเจรจาหารือ "เจนีวา 2" จึงวุ่นตั้งแต่ต้น เมื่อสห ประชาชาติ (ยูเอ็น) ส่งเทียบเชิญอิหร่าน ผู้สนับสนุนนายอัสซาด เข้าร่วมวง แต่อิหร่านกลับยื่นเงื่อนไขว่าการเจรจาครั้งใหม่จะต้องไม่ผูกพันกับเงื่อนไขดังกล่าว

อีกทั้งฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียเองก็ไม่พอใจที่มีอิหร่านเข้าร่วม และขู่จะถอนตัวจากการเจรจา สุดท้าย นายบัน คีมุน เลขาธิการยูเอ็น จึงยอมถอนคำเชิญอิหร่านเพื่อยุติปัญหา

ยูเอ็นเชิญผู้แทนจากประเทศต่างๆ ราว 30 ประเทศเข้าร่วมเปิดการเจรจา โดยเปิดโอกาสให้แสดงจุดยืนคนละ 10 นาที ก่อนที่ฝ่าย ต่อต้านและรัฐบาลซีเรียจะไปหารือกันเอง โดยมี นายลักษดาร์ บารมี ทูตพิเศษของยูเอ็นเป็นคนกลาง

แต่แค่บรรยากาศช่วงเปิดฉากก็ดุเดือดทันทีเมื่อมีการแลกหมัดกันอย่างเผ็ดร้อนระหว่าง 2 ฝ่ายที่เห็นต่าง

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ซึ่งมีสหรัฐ อเมริกาและพันธมิตรชาติตะวันตก รวมถึงซาอุดีอาระเบียสนับสนุนยังคงยืนกรานความต้องการเดิมที่จะให้มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่มาแทนรัฐบาลของนายอัสซาด

นายอาหมัด จาร์บา ประธานแนวร่วมแห่งชาติซีเรีย แกนนำฝ่ายต่อต้านกล่าวว่า ฝ่ายต่อต้านไม่เคยคิดจะมีกองกำลัง แต่ต้องมีเพราะถูกกองกำลังรัฐบาลกดดัน

ที่ผ่านมารัฐบาลซีเรียทรมานและสังหารนักโทษอย่างเป็นระบบ ซึ่งขณะนี้ทีมอัยการระหว่างประเทศกำลังตรวจสอบหลักฐานเพื่อยื่นเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ซีเรียที่มีส่วนรับผิดชอบ

รายงานชิ้นนี้เขียนโดย นายเดสมอนด์ ดาซิลวา อดีตอัยการคดีอาชญากรสงคราม ซึ่งได้หลักฐานมาจากช่างภาพของสำนักงานตำรวจซีเรียที่แปรพักตร์ ประกอบด้วยภาพถ่าย 55,000 ใบ ส่วนใหญ่เป็นภาพศพ ซึ่งมีร่องรอยถูกทรมานด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งรัดคอและทุบตี

มีการประเมินว่านับแต่เกิดการปฏิวัติประชาชนในซีเรียช่วงต้นปี 2554 รัฐบาลซีเรียทรมาน และสังหารนักโทษไปแล้วประมาณ 11,000 ราย

"สำหรับคนซีเรีย ยิ่งปล่อยเวลายิ่งมีแต่นองเลือด" นายจาร์บากล่าว

ด้าน นายจอห์น แคร์รี่ รมว.ต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า สันติภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้านายอัสซาดยังอยู่ในอำนาจต่อไป

วาทะดังกล่าวทำให้ นายวาลิด มุลเล็ม รัฐมนตรีต่างประเทศซีเรีย ตอบโต้อย่างกราดเกรี้ยวว่า ซีเรียเป็นประเทศเอกราช จะดำเนินมาตรการจำเป็นทุกอย่างเพื่อปกป้องตนเอง และว่าไม่มีประเทศใดมีสิทธิถอดถอนประธานาธิบดีของซีเรีย

ขณะที่นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งสนับสนุนนาย อัสซาดเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ หยุดการแทรกแซงซีเรีย โดยชี้ว่าคนซีเรียมีสิทธิตัดสินอนาคตของตนเอง

แต่จากท่าทีของนายอัสซาดที่ให้สัมภาษณ์พิเศษไว้ก่อนเปิดการประชุมนั้นดูเหมือนจะไม่มีทางญาติดีกับฝ่ายต่อต้านได้เลย

"คนกลุ่มนี้เข้าประเทศมา 30 นาที เพื่อเข้ามาถ่ายรูปแล้วก็เผ่นหนีไป แล้วจะมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลได้อย่างไร มันเป็นเรื่องตลกขำขันเกินไป" นายอัสซาดให้ สัมภาษณ์พิเศษ ถึงท่าทีไม่ยอมรับข้อเสนอให้ฝ่ายต่อต้านมาร่วมเป็นรัฐบาลแห่งชาติ

นายอัสซาดยังกล่าวถึงสงครามครั้งนี้ว่าจะดำเนินไปอีกพักใหญ่ เพราะการกวาดล้าง ผู้ก่อการร้ายซับซ้อนและยาก ต้องใช้เวลา

สำหรับตนเองนั้นหากประชาชนเรียกร้องให้เป็นผู้นำต่อก็จะไม่ลังเลเลยที่จะลงชิงตำแหน่งสมัยที่ 2

นายรามี คูรี ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะและกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยอเมริกันในเบรุต กล่าวว่า การจะดูว่าการเจรจา "เจนีวา 2" สำเร็จไหม

หนึ่ง ต้องดูว่ามุ่งหวังอะไร ถ้าหวังจะให้เกิดรัฐบาลชุดเปลี่ยนผ่านการเจรจาคงไม่ไปไหน เพราะนายอัสซาดไม่มีวันลาออก

สอง ต้องดูว่าสองฝ่ายใครจริงใจ ใครห่วงผลประโยชน์ของฝ่ายตรงข้ามนอกจากตนเอง

และสาม มีมาตรการเบื้องต้นตั้งหลายอย่างที่ทำได้ เช่น หยุดยิง การให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนหรือการช่วยเหลือ ผู้ลี้ภัย ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็ถือว่าสำเร็จ

นายไรอิด คาห์วาจี ผู้บริหารองค์กรวิชาการไอเน็กมาในดูไบ กล่าวว่า สหรัฐและรัสเซียซึ่งหนุนคนละฝั่งต่างได้รับแรงกดดัน ดังนั้น จึงใช้เวทีเจนีวาเป็นที่แสดงออกและกดดันฝ่ายที่ตนสนับสนุน

"ผมไม่ได้คาดหวังว่าการเจรจานี้จะดำเนินไปจนเกิดข้อตกลง แต่อย่างน้อยก็เป็นก้าวแรกที่จะมีการพูดถึงเรื่องการส่งกองกำลังสันติภาพเข้าไปในซีเรีย หรือการหยุดยิงกันในแนวหน้าบางจุด ซึ่งถือว่ามากที่สุดแล้วที่จะเห็นจากเวทีนี้" นายคาห์วาจีกล่าว