
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 9 มี.ค. ที่ศาลาการเปรียญ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร บรรยากาศงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ช่วงเช้ามีพิธีสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป ถวายพรพระ และถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุ 500 รูป ส่วนบรรยากาศบริเวณถนนรอบภูเขาทอง มีศาสนิกชนทั้งบุคคลทั่วไป นักเรียนนักศึกษา รอร่วมขบวนรถเชิญโกศศพที่เตรียมจะเคลื่อนไปยังเมรุหลวง วัดเทพศิรินทราวาส จำนวนมาก
ต่อมาเวลา 12.30 น. ขบวนรถเชิญโกศเคลื่อนออกจากบริเวณหน้าศาลาการเปรียญ ใช้เส้นทางออกจากวัดสระเกศฯ เลี้ยวซ้ายสี่แยกแม้นศรีไปตามถนนบำรุงเมือง เลี้ยวขวาแยกกษัตริย์ศึกไปทางถนนกรุงเกษม เลี้ยวขวาแยกนพวงศ์ไปตามทางถนนหลวง และเลี้ยวเข้าวัดเทพศิรินทราวาส
โดยริ้วขบวนประกอบด้วย ขบวนหลวง มีพระธรรมเวที วัดไตรมิตร เป็นผู้อ่านพระธรรมนำ พร้อมด้วยพระพรหมดิลก วัดสามพระยา พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศ์ และพระพรหมประสิทธิ์ วัดสระเกศฯ ตามด้วยขบวนรถโบราณ มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นผู้เชิญพัดยศ ถัดมาเป็นรถเชิญโกศ วอจัตุรมุข ตามด้วยขบวนเครื่องทองน้อย มีนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้เชิญ จากนั้นเป็นขบวนเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ถือเครื่องอัฐบริขาร 10 อย่าง ปิดท้ายขบวนหลวงด้วยข้าราชการหน่วยงานต่างๆ
ถัดมาเป็นขบวนเกียรติยศ ประกอบด้วยพานพุ่มสายสิญจน์ พานปักพัดยศสมเด็จฯ พานพุ่มข้าวตอก ดอกไม้จันทน์ ตามด้วยขบวนคณะสงฆ์และพระธรรมทูตนิกายต่างๆ จากในและต่างประเทศแต่งกายลักษณะห่มจีวรเต็มยศตามธรรมเนียมของแต่ละนิกาย พุทธศาสนิกชนจากสำนักสงฆ์ต่างๆ ข้าราชการ บุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษาจากหลายสถาบันทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ดารานักแสดง บุคคลมีชื่อเสียง อาทิ กุ้ง-สุธิราช วงศ์เทวัญ, เศรษฐา ศิระฉายา, ตั๊ก-นภัสกร มิตรเอม, และลีน่า จัง ร่วมขบวนด้วยจำนวนกว่าหมื่นคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขบวนเชิญโกศเคลื่อนจากวัดสระเกศฯ ถึงวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เป็นระยะทาง 2 ก.ม. ใช้เวลา 1 ช.ม. ตลอดสองข้างทางมีประชาชายืนรอดูริ้วขบวนจำนวนมาก
ต่อมาเวลา 16.55 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ โดยเสด็จฯออกจากวังสระปทุมมาถึงยังเมรุหลวง หน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์
จากนั้นทรงถวายความเคารพพระราชอาสน์ ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเข้าเฝ้าฯ และเสด็จประทับพระเก้าอี้ที่หน้าอาสนสงฆ์ (พระสงฆ์ 10 รูป ทอดผ้าไตรบังสุกุล ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก) แล้วเสด็จลงจากพลับพลาขึ้นพระเมรุ ทรงหยิบกระทง ข้าวตอกดอกไม้วางข้างโกศ ทรงหยิบธูปเทียน ดอกไม้จันทน์ จุดไฟที่ชนวนพระราชทานเพลิงศพ (ชาวพนักงานประโคมแตรงอน แตรฝรั่ง ปี่และกลองชนะ) จากนั้นเสด็จลงจากพระเมรุไปประทับที่พลับพลา กระทั่งเวลา 17.30 น. จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯกลับ นอกจากที่หน้าเมรุหลวงแล้ว ประชาชนทั่วไปต่อแถววางดอกไม้จันทน์เพื่อแสดงความอาลัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ได้ที่หน้ารูปถ่าย ตามจุดต่างๆ ที่จัดเตรียมไว้ คือ บริเวณหน้าเมรุเล็กและหน้าพระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์ บริเวณหน้าพระอุโบสถวัดพลับพลาชัย และบริเวณลานจอดรถหน้าศาลาการเปรียญ วัดสระเกศฯ
ทั้งนี้ ผู้ร่วมงานได้รับของที่ระลึก ประกอบด้วย หนังสือ �ชีวิตและความคิดŽ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) พระมหาเถระผู้เป็นประวัติศาสตร์ หนังสือ �ประวัติวัดสระเกศราชวรมหาวิหารŽ หนังสือ �สามชีวิตในอเมริกาŽ บันทึกของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ซีดีเพลงบัวบานกลางหิมะ เข็มกลัดรูปสมเด็จเกี่ยวและพระเครื่อง ซึ่งทางวัดเตรียมไว้ให้ผู้มาร่วมงาน 50,000 ชุด
พระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กล่าวว่า งานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ มีสังฆราชและผู้นำสงฆ์จากนิกายมหายานและเถรวาทจากประเทศต่างๆ กว่า 120 รูป จาก 40 ประเทศทั่วโลก เดินทางมาร่วมพิธี อาทิ อัครสังฆราช เทพวงศ์ จากกัมพูชา พระธรรมทานาจารย์ จิงสิน ไต้หวัน พระธรรมทานาจารย์ ก๊กกวง จากฮ่องกง พระอาจารย์มหาผ่อง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และยังมีคณะสงฆ์จากมหายาน อาทิ พระอาจารย์จีนปัญญาประชานุสิฐ (เจียง) วัดเฉาอิน (เฉาอินซึ ) ไต้หวัน พระอาจารย์จีนราชธรรมานุสิฐ (ฝ่าจ้าว) วัดพระเขี้ยวแก้ว สิงคโปร์ พระอาจารย์จีนวิเทศศาสนานุสิฐ (หยิง ซุน) วัดหงฝ่าซื่อ เซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน พระอาจารย์จีนวิเทศศาสนานุศาสน์ (หุ้ยสง) วัดวิหารมหาวีระกราหาผู่สัก อินโดนีเซีย พระอาจารย์โอโนะ วัดโอทาคาจิ เมืองอิบารากิ ญี่ปุ่น ฯลฯ
พระพรหมสุธี (เสนาะ ปัญญาวชิโร) เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ กล่าวว่า วันที่ 10 มี.ค. เวลา 07.00 น. มีพิธีเชิญอัฐิสมเด็จพระพุฒาจารย์จากเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์กลับยังวัดสระเกศฯ หลังจากสวดพระพุทธมนต์ฉลองอัฐิเสร็จแล้วจะนำอัฐิของสมเด็จพระพุฒาจารย์ไปเก็บไว้ยังตำหนักสมเด็จฯ ตั้งไว้เคียงคู่กับอัฐิของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) อดีตสมเด็จพระสังฆราช และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เป็นคำสั่งของสมเด็จพระพุฒาจารย์เองที่เคยพูดกับอาตมา 10 ปีที่ผ่านมา ขณะนั้นท่านมีอายุกว่า 70 ปี เห็นว่าสังขารเริ่มร่วงโรย จึงบอกกับอาตมาว่าหากมรณภาพไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องสร้างเจดีย์ แต่ให้นำอัฐิไปวางไว้ใกล้ๆ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) เป็นทั้งพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ของท่าน
นายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ได้รับรายงานว่าสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติส่งเจ้าหน้าที่ร่วมลงพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ ระหว่างวันที่ 7-10 มี.ค. โดยร่วมกับวัดสระเกศฯ จัดเก็บภาพและข้อมูลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งที่เมรุหลวง เหตุการณ์ที่วัดวัดสระเกศฯ อย่างไรก็ตาม ทางวัดเริ่มเก็บข้อมูลและภาพถ่ายตั้งแต่สมเด็จพระพุฒาจารย์ เริ่มอาพาธจนกระทั่งมรณภาพวันที่ 10 ส.ค.2556 หลังจากเสร็จพิธี สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติจะร่วมกับวัดสระเกศฯ จัดทำเป็นจดหมายเหตุสมเด็จพระพุฒาจารย์เพราะเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ ที่จะให้คนรุ่นหลังศึกษาและเรียนรู้ เนื่องจากท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่มีประชาชนเคารพนับถือจำนวนมาก



บันทึกการเข้า