ผู้เขียน หัวข้อ: ธุรกิจ'การบิน' ขยายตัวสูงบพ.เร่งยกเครื่องสนามบินภูมิภาค  (อ่าน 463 ครั้ง)

ออฟไลน์ beebee

  • medtech ปี เอก
  • ******
  • กระทู้: 1550
    • อีเมล์



ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วสำหรับการเกิดขึ้น ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในปี 2558 หลาย ๆ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวต่างขยับตัวเตรียมแผนพัฒนาเพื่อรับมือกับกระแส การเดินทางภายในภูมิภาคอาเซียนที่จะขยายตัวแบบก้าวกระโดด
          บวกกับนโยบายการเปิดเสรีน่านฟ้าอาเซียนที่ทำให้สายการบินต่าง ๆ ในภูมิภาคดูจะตื่นเต้นกับโอกาสครั้งนี้ พร้อมทั้งแห่ลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพเพื่อเป็นศูนย์กลางทางการบิน ไม่ว่าจะเป็นไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์
          "กรมการบินพลเรือน" หรือ บพ.ถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่ต้องเร่งปรับตัวรับโอกาสตลาดการบินในอาเซียน จึงมีโครงการศึกษาและจัดทำแผนการพัฒนา และเพิ่มการใช้ประโยชน์ระบบท่าอากาศยาน ภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีท่าอากาศยานอยู่ในสังกัดทั้งหมด 28 แห่ง และได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารแต่ละท่าอากาศยาน รวมถึงตัวแทนจากสายการบินต่าง ๆ เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของสนามบินในภูมิภาคทั่วประเทศ
          "สุกิจ ปัญจธนศักดิ์" ผู้จัดการโครงการให้ข้อมูลว่าปัจจุบันท่าอากาศยานของ บพ.ที่มีรายได้จากการดำเนินงานสูงกว่า รายจ่ายมีเพียง 7 แห่งเท่านั้น ได้แก่กระบี่ ซึ่งปัจจุบันมีรายได้เป็นอันดับ 1 สุราษฎร์ธานี อุดรธานี ตามด้วยนครศรีธรรมราช อุบลราชธานี ขอนแก่น และตรัง
          ส่วนท่าอากาศยานขนาดรองและเล็กอีก 21 แห่งนั้นอยู่ในภาวะขาดทุนทั้งหมด ส่งผลให้ภาครัฐขาดทุนจากการดำเนินงาน และรับภาระการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ท่าอากาศยานเป็นจำนวนมาก
          อย่างไรก็ตาม เทรนด์การเติบโตของท่าอากาศยานรองบางแห่งถือว่าดีทีเดียว เช่น นครพนม ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยบวกการค้าขายชายแดนที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง
          ความพยายามเพิ่มการใช้ประโยชน์ ระบบท่าอากาศยานภูมิภาค จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และแนวทางการปรับปรุงบริหารจัดการท่าอากาศยานอาจมีได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละท่าอากาศยาน รวมทั้งการแข่งขันในอุตสาหกรรมการบิน
          ทำให้ท่าอากาศยานบางแห่งอาจต้องปรับบทบาท เช่น มุ่งเน้นตลาดการส่ง
          สินค้าทางอากาศหรือคาร์โก้ หรือเป็นพันธมิตรกับท่าอากาศยานอื่น ๆ ใน เพื่อนบ้าน เพื่อส่งเสริมให้มีบริการเที่ยวบินในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
          นอกจากนี้ การให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท่าอากาศยาน ก็เป็นอีกแนวทางที่ถูกกล่าวถึง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้ประโยชน์ของ ท่าอากาศยานให้มากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2561 ท่าอากาศยานทั้ง 28 แห่งจะมีปริมาณผู้โดยสารมาใช้บริการราว 20 ล้านคน
          "ปี 2556 กรมการบินพลเรือนมีรายได้ จากท่าอากาศยานทั้ง 28 แห่ง อยู่ที่ 513 ล้านบาท มีรายจ่ายรวม 379 ล้านบาท ขณะที่บริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท.ซึ่งมีท่าอากาศยานอยู่ 6 แห่ง ได้แก่สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้า หลวงเชียงราย หาดใหญ่ และภูเก็ต มีรายได้รวมกัน 36,810 ล้านบาท"
          "นวทัศน์ ก้องสมุทร" ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนธุรกิจการบิน กล่าวถึงการเติบโตของตลาดการบินในไทยว่า สำหรับการบินในประเทศ "ตลาดใหม่" ที่น่าสนใจคือเส้นทาง "การบินข้ามภูมิภาค" แบบพอยต์ทูพอยต์ที่เพิ่มขึ้น เช่น เส้นทางเชื่อมเหนือ-อีสาน และเชื่อมเหนือ-ใต้
          ขณะที่เส้นทางกรุงเทพฯ-ตะวันออก, ตะวันออก-ใต้ และใต้-อีสาน ก็เป็นเส้นทางที่มีการผูกขาด ทำให้สายการบินที่ให้บริการสามารถวางราคาขายได้ตาม
          ต้องการ ไม่ต้องเผชิญการแข่งขันสูงเหมือนเส้นทางหลัก
          "ปัจจัยบวกอย่างการเติบโตของการบินข้ามภูมิภาค รวมถึงแผนสั่งซื้อเครื่องบินขนาดเล็กของสายการบินต่าง ๆ เช่น แอร์เอเชีย เตรียมสั่งซื้อเครื่องบิน เอทีอาร์-72 ขนาด 60-70 ที่นั่ง ขณะที่ไทย ไลอ้อนแอร์ ก็ได้สั่งซื้อแล้วเรียบร้อย เพื่อนำมาบินรองรับดีมานด์ในเส้นทางรองที่ ผู้โดยสารมีไม่มาก ก็ถือเป็นโอกาสการเติบโตที่ดีของท่าอากาศยานภูมิภาค"
          ด้านตลาดการบินระหว่างประเทศนั้น "นวทัศน์" บอกว่า มีอยู่ 3 เส้นทางที่น่าสนใจ ได้แก่เส้นทางบินเชื่อมภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่และเชียงราย ไปยังจุดบินต่าง ๆ ในเอเชีย นอกจากนี้ยังมีเส้นทางภาคใต้-ออสเตรเลีย และเส้นทางภาคใต้-ภูมิภาคตะวันออกกลาง
          "นับตั้งแต่ปี 2552 ผู้ประกอบการสายการบินจากต่างชาติเข้ามาบุกตลาดไทยและเติบโตอย่างรวดเร็ว แย่งชิงส่วนแบ่งตลาดกันอย่างดุเดือดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ผู้ประกอบการสายการบินของไทยนั้นทรงตัว เติบโตช้า ส่วนใหญ่เลือกให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำหรือชาร์เตอร์ไฟลต์มากกว่า"
          "เสรี จิตต์โสภา" รองอธิบดีฝ่าย ท่าอากาศยาน บพ.เล่าเพิ่มเติมว่า จากแผนพัฒนาท่าอากาศยานและแนวทางการบริหารจัดการท่าอากาศยานทั้ง 28 แห่ง ขณะนี้บริษัทที่ปรึกษาอยู่ระหว่างการสรุปแผนเสนอ บพ.คาดว่าจะได้
          ข้อสรุปภายในเดือนกันยายนนี้
          โดยคาดว่าจะมีการจัดตั้งหน่วยงานหรือองค์กรเพื่อบริหารจัดการท่าอากาศยานให้เกิดความคล่องตัว หลังได้ประเมินว่า เมื่อเปิดเออีซีแล้ว ท่าอากาศยานบาง แห่งของ บพ.จะได้รับความสนใจจากสายการบินต่าง ๆ อย่างมาก เช่น ที่อุดรธานี ตอนนี้มีสายการบินของเกาหลีบินตรงไปเกาหลี เพราะตลาดมีกำลังซื้อสูง
          นอกจากนี้ บพ.ยังมีแผนลงทุนและพัฒนาสนามบินเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง ได้แก่สนามบินแม่สอด จังหวัดตาก ปัจจุบัน มีผู้โดยสารมากกว่า 1 แสนคนต่อปี ให้บริการ 10 เที่ยวบินต่อวัน รองรับได้แค่เครื่องบินรุ่นเล็กเอทีอาร์ จึงมีแผนใช้งบฯ 200 ล้านบาท ขยายรันเวย์ (ทางวิ่ง) จาก 1,600 เมตร เป็น  2,100 เมตร เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่
          และใช้งบฯ 320 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ จากปัจจุบันที่ใช้อาคารผู้โดยสารชั่วคราว เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 150 คน เป็น 350 คนต่อชั่วโมง คาดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2558
          สนามบินนครศรีธรรมราชเตรียมลงทุนเพิ่ม 225 ล้านบาท เพื่อขยายลานจอดจากปัจจุบันที่จอดได้เพียง 3 ลำ เพิ่มให้จอดได้เป็น 6 ลำ เนื่องจากแนวโน้มของปริมาณผู้โดยสารมีการเติบโตดี ปีละ 4 แสนคนต่อปี โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซียสนใจ มาเที่ยวนครศรีธรรมราชมากขึ้น
          "สนามบินแม่สอดและนครศรีธรรมราชเป็นสนามบินที่มีศักยภาพดี ถือเป็นประตูเศรษฐกิจการค้าการลงทุนของภาคตะวันตก และภาคใต้ของไทย เพื่อรองรับเออีซี"
          ส่วนสนามบินที่ 3 คือสนามบินเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นสนามบินที่จะก่อสร้างขึ้นใหม่แห่งที่ 29 ของ บพ.ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอของบประมาณในปี 2558 คาดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2561  บนพื้นที่ 920 ไร่ ซึ่งได้ซื้อที่ดินไว้เรียบร้อยแล้ว
          ทั้งนี้ ตามแผนจะใช้งบฯราว 1,700 ล้านบาท เพื่อสร้างรันเวย์ 1,400 ล้านบาท และอาคารผู้โดยสาร 300 ล้านบาท รองรับการเดินทางข้ามชายแดนไทย-มาเลเซียที่ต้องการท่องเที่ยวและประกอบธุรกิจ ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
          นี่คือ แนวทางในการเตรียมพร้อม รับมือการขายตัวของธุรกิจการบินของกรมการบินพลเรือน ผู้บริหารสนามบินในภูมิภาค จำนวน 28 แห่งทั่วประเทศ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557