
ม.หอการค้าไทย เผย เอกชนจ่ายเงินใต้โต๊ะปี 57 ลดเหลือ 5-15% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี และลดลงจากปี 53-56 ถึง 2 แสนล้านบาท หลังประชาชนให้ความสำคัญกับการคอร์รัปชันมากขึ้น และ คสช.ปราบปรามจริงจัง ...
เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 58 นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย ที่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 2,400 ตัวอย่างในกลุ่มประชาชน ผู้ประกอบการ/ภาคเอกชน และข้าราชการ/ภาครัฐ เมื่อเดือน ธ.ค.57 ว่า ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย อยู่ที่ระดับ 49 เพิ่มขึ้นจาก 46 ในการสำรวจเมื่อเดือน มิ.ย.57 ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบันอยู่ที่ 47 เพิ่มขึ้นจาก 45 และดัชนีแนวโน้มสถานการณ์อยู่ที่ 50 เพิ่มขึ้นจาก 47 โดยหากดัชนีมีค่าเข้าใกล้ 100 แสดงว่าสถานการณ์คอร์รัปชันมีปัญหาลดลง หรือสถานการณ์ดีขึ้น
ส่วนความเสียหายของการทุจริต ที่ประเมินจากงบประมาณประเภทจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยราชการ พบว่า ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ข้าราชการ นักการเมืองเพื่อให้ได้สัญญามากที่สุด 5-15% ของงบประมาณเท่านั้น ต่ำสุดในรอบ 5 ปี โดยตั้งแต่การสำรวจปี 53-56 พบว่า ผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้สัญญาเฉลี่ยมากถึง 25-35% ส่วนเดือน มิ.ย.57 จ่ายเงินใต้โต๊ะเฉลี่ยเหลือ 15-25%
เดือน ธ.ค.57 การจ่ายเงินใต้โต๊ะของเอกชนที่ลดลงเหลือเฉลี่ย 5-15% คิดเป็นมูลค่า 50,254.5-150,763.4 ล้านบาท จากงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ รวม 1.005 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 1.99-5.97% ของงบประมาณรายจ่าย 2.252 ล้านล้านบาท และคิดเป็น 0.41-1.22% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ 12.364 ล้านล้านบาท ซึ่งการลดการเรียกเงินสินบนลงทุกๆ 1% ส่งผลให้เงินจากการคอร์รัปชันลดลง 10,000 ล้านบาท" นางเสาวณีย์ กล่าว
นางเสาวณีย์ กล่าวต่อถึงความสามารถที่จะทนทานต่อการทุจริตคอร์รัปชันได้อยู่ที่ 2.48 จากเต็ม 10 คะแนน (0 คะแนน หมายถึง เกลียดหรือไม่สามารถทนต่อการทุจริตได้ และ 10 คะแนน หมายถึง สามารถทนต่อการทุจริตได้) ลดลงจาก 2.50 คะแนนในการสำรวจครั้งก่อน
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การจ่ายเงินใต้โต๊ะที่ลดลงเหลือ 5-15% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี เพราะภาคประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด และรัฐบาลภายใต้การบริหารงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้มงวดในการปราบปราม จนนักธุรกิจและข้าราชการ หรือนักการเมืองไม่กล้าจ่ายเงินหรือรับเงินมากนัก ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่การคอร์รัปชันในไทยลดลงมาก โดยหากเทียบการสำรวจล่าสุดกับปี 53-56 พบว่าการเรียกรับเงินใต้โต๊ะลดลง 10-20% หรือมูลค่าความเสียหายลดลง 100,000 -200,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้รัฐบาลใช้เงินดังกล่าวกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 0.5-0.7% ของจีดีพี ประกอบกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลรวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและราคาน้ำมันที่ลดลงจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3-4% แน่นอน.



บันทึกการเข้า