ผู้เขียน หัวข้อ: มือบึมหนีออกมาเลย์ 'บิ๊กแป๊ะ' ว้ากสื่อ ทำคว้าน้ำเหลว  (อ่าน 1187 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 3951
    • อีเมล์


“บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. สั่งระงับชุดทำงานเดินทางไปประเทศมาเลเซียแล้ว เพราะข้อมูลไม่ชัดว่าผู้ต้องหาที่ถูกตำรวจมาเลย์จับเกี่ยวข้องกับคดีระเบิดหรือไม่ รวมทั้งมือบึมหนีไปประเทศที่สามแล้ว ขณะที่ทหาร พัน. ร.มทบ. 11 พร้อมอาวุธเต็มอัตราศึก คุม “เมียไรลี ยูซูฟู” ไปฝากขังผัด 2 ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ก่อนนำตัวมาคุมไว้ที่เรือนจำชั่วคราวตามเดิม ด้านการส่งตัวผู้ต้องสงสัยในฐานะพยานของคดีให้ตำรวจสอบต่อมี 3 ราย หญิงไทย โชเฟอร์แท็กซี่ และชายชาวปากีสถานเพื่อนสามีหญิงไทย พบทั้งหมดเกี่ยวข้องคดีระเบิดและขบวนการขนคนเข้ามาเลย์ อยู่ระหว่างพิจารณาแจ้งข้อหา

จากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ และโยนระเบิดลงแม่น้ำใกล้ท่าเรือสาทร หน่วยงานความมั่นคงประเมินสถานการณ์ทั้งสองเหตุเชื่อมโยงกัน มีชนวนเหตุพัวพันกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทางการไทยเคยผลักดันออกนอกประเทศ ชุดคลี่คลายคดีสามารถจับผู้ต้องหาก่อเหตุได้แล้ว 2 คน นายบิลา มูฮัมหมัด หรือนายอาเดม การาดัค และนายเมียไรลี ยูซูฟู จนถึงขณะนี้มีผู้ต้องหาถูกออกหมายจับรวม 13 หมาย มีนายอับดุล ตาวาบ เป็นรายล่าสุด แนวทางการสืบสวนพบมือระเบิดเสื้อเหลืองและเสื้อฟ้าหลบหนีออกนอกประเทศผ่านชายแดนใต้เข้าประเทศมาเลเซียอยู่ระหว่างติดตามตัวมาลงโทษ

ความคืบหน้า ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 ก.ย. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.ส. พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช รอง ผบช.น. พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ทวิชชาติ พละศักดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส. พล.ต.ต.พงษ์พันธุ์ วรรณภักตร์ ผบก.น.1 พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ รอง ผบก.น.6 พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง รอง ผบก.จ.อ่างทอง พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผกก.กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด บก.สปพ. เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน พร้อมชุดพนักงานสอบสวนคลี่คลายคดีระเบิดศาลท้าวมหาพรหมและท่าเรือสาทร ร่วมประชุมการรวบรวมพยานหลักฐานของสำนวนเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีระเบิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในท้องที่สน.ลุมพินี สน.ยานนาวา สน.หนองจอก และ สน.มีนบุรี

พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยก่อนเข้าประชุมว่า การประชุมวันนี้เป็นการประชุมต่อเนื่องจากคราวที่แล้ว เพื่อติดตามความคืบหน้าในภาพรวมทั้งหมด เร่งรัดงานสืบสวนและสอบสวนที่ทำคู่ขนานกันไป ส่วนกรณีที่ส่งชุดสืบสวนเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ทราบว่าขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับผู้ต้องหาทั้ง 3 คนแต่อย่างใด อยู่ระหว่างดำเนินการในช่องทางที่ถูกต้อง เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานที่ทางการมาเลเซียเปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับการควบคุมตัวแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน ส่วนข้อมูลแต่ละบุคคลมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรนั้น แนวทางการสืบสวนพบเกี่ยวข้องกับการขนส่งคนโดยผิดกฎหมาย ส่วนทางการประเทศมาเลเซียจะคุยเรื่องอะไรยังไม่ทราบ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจะสอบสวนถึงประเด็นการพาชายเสื้อฟ้าและชายเสื้อสีเหลืองหลบหนีจากประเทศไทยไปประเทศมาเลเซียหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ต้องพูดคุยในประเด็นนี้เพื่อพิสูจน์ทราบ ส่วนมีการนำพาออกนอกประเทศมาเลเซียด้วยหรือไม่นั้นแล้วแต่ทางการมาเลเซียจะให้ข้อมูล กรณีนายอับดุล ตาวาบ ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับรายล่าสุด มีความเชื่อมโยงกับการก่อเหตุอย่างไร พล.ต.อ.จักรทิพย์ระบุว่า ต้องถาม พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. ที่รับผิดชอบเรื่องสำนวน ซึ่งการตั้งข้อกล่าวหานั้น อย่างที่ได้เรียนไว้คณะทำงานพูดคุยกันมาตลอด คดีนี้เป็นคดีที่ประชาคมโลกดูอยู่ว่าเราจะไปในทิศทางใด เชื่อมั่นในประสบการณ์ของ ผบช.น.เรื่องการตั้งข้อหาต่างๆที่อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย

พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวต่ออีกว่า หากถามถึงเปอร์เซ็นต์ที่จะจับกุมได้มีไหม ขอตอบว่ามี แต่ถ้าย้อนไปสัปดาห์ที่แล้วมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าสื่อมวลชนไม่นำข้อมูลไปลงก่อน บางครั้งที่ไปลงอะไรก็แล้วแต่ ถ้าตนเป็นผู้ต้องหาก็คงไม่อยู่หรอก ลงทุกวันชายเสื้อเหลืองสีฟ้าอยู่มาเลเซีย เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ถ้าสื่อเงียบๆ คงได้ตัวแล้ว ส่วนการเตรียมแจ้งข้อหาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์หรือไม่ ยังอยู่ในกรอบการพูดคุยถ้าพบหลักฐานเกี่ยวพันมากน้อยเพียงใด ต้องดำเนินการตามกรอบกฎหมายเหมือนกับกรณีการแจ้งข้อหาเกี่ยวกับการก่อการร้าย

ต่อข้อซักถามด้านการติดตามตัวชายเสื้อเหลืองและชายเสื้อฟ้าจะยากขึ้นหรือไม่นั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า ถ้าทำตามปกติของการสืบสวนก็คงไม่ยาก แต่ยากที่สื่อมวลชนเท่านั้นเอง เรียนตรงๆ ไม่ได้ตำหนิ เพียงแต่ขอความร่วมมือ ถ้าฉบับใดฉบับหนึ่งลงข่าวก่อนจะทำให้ผู้ต้องหารู้ความเคลื่อนไหว ทำให้ทำงานยาก ตอนนี้ทีมงานไม่ได้ทำงานเพียงแค่สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือรัฐบาล แต่ทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นความศรัทธาจากชาวต่างชาติ จริงๆแล้วเราตั้งใจคลี่คลายคดีนี้มาตลอดโดยทำทุกวิถีทาง ทุกมิติ จนถึงขณะนี้ชุดสืบสวนคาดว่าผู้ต้องหาน่าจะหลบหนีไปยังประเทศที่สามแล้ว ไม่ทราบเป็นประเทศใด

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร.ว่าระงับการเดินทางของคณะทำงานที่จะเดินทางไปประเทศมาเลเซียแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าหากเดินทางไปจะได้อะไร เพราะขณะนี้มีข้อมูลไม่ชัดเจนว่าผู้ต้องสงสัยที่ทางการมาเลเซียควบคุมตัวไว้เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลเป้าหมายที่หลบหนีเข้าประเทศมาเลเซียนั้น ไม่ได้อยู่ในประเทศมาเลเซียแล้ว ส่วนประเด็นอื่นตนไม่ยืนยันอะไรทั้งนั้น เพราะหากยืนยันแล้วส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดความยากลำบาก ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต้องขออนุญาตไม่ยืนยันข่าวอะไรทั้งสิ้น

พล.ต.อ.สมยศกล่าวต่ออีกว่า ส่วนการติดตามตัวนายอิซาน ที่พบข้อมูลว่าหลบหนีเข้าประเทศตุรกี แต่เมื่อทางการตุรกีปฏิเสธ เราคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ ส่วนเรื่องพาสปอร์ตต้องหารือว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะบางครั้งเราไม่อาจจะส่งเอกสารหรือหลักฐานไปได้ เอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารในสำนวนการสอบสวน ถ้าส่งไปอาจทำให้สำนวนการสอบสวนเสียหาย ประเด็นนี้ต้องรอบคอบ เชื่อตำรวจไทยสามารถตรวจสอบพาสปอร์ตได้ว่าเป็นของจริงหรือไม่ มอบหมายให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ประสานกับสถานทูตทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง กรณีทหารเตรียมส่งมอบ น.ส.ปณิฐ์สรา ชาลีรัฐรมย์ ผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวได้ที่หอพักสตรี ย่าน ม.หอการค้าฯ ให้กับตำรวจ เพื่อสอบสวนต่อนั้น ในส่วนนี้พนักงานสอบสวนเตรียมการแล้ว ด้านการพิจารณาขอศาลออกหมายจับในข้อหาใดยังไม่สามารถเปิดเผยได้เหมือนกรณีการออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่ม

ก่อนหน้านี้ ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี เมื่อเวลา 09.00 น. พ.ต.ท.สุชาติ อิ่มสวัสดิ์ พงส.ผนพ. สน.หนองจอก พร้อมทหารสังกัดพัน. ร.มทบ.11 ควบคุมตัวนายเมียไรลี ยูซูฟู อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันมีซึ่งยุทธภัณฑ์ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีเกี่ยวข้องเหตุระเบิดแยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร มาขออำนาจศาลฝากขังผัดที่ 2 คำร้องระบุว่าตามที่ตำรวจ สน.หนองจอก เคยนำผู้ต้องหามาฝากขังตามคำร้องที่ 2596/58 และจะครบฝากขังวันที่ 20 ก.ย.58 นั้น พนักงานสอบสวนเห็นว่าวันดังกล่าวเป็นวันหยุดและการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานอีก 26 ปาก รอผลการพิสูจน์ของกลาง ประวัติผู้ต้องหาและอื่นๆ จึงขอฝากขังเป็นเวลา 12 วัน นับแต่วันที่ 21 ก.ย.-2 ต.ค. ศาลอ่านคำร้องผ่านล่ามให้ผู้ต้องหาฟัง แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้ จากนั้น พ.ต.ท.สุชาติ อิ่มสวัสดิ์ จึงนำผู้ต้องหากลับไปขังที่เรือนจำชั่วคราวพัน. ร.มทบ.11 โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษมีนบุรีคุมตัวผู้ต้องหามาในรถคุมขัง 6 ล้อของเรือนจำ มีทหารชุดปฏิบัติการจากพัน. ร.มทบ.11 กว่า 20 นาย ขึ้นรถฮัมวี่ 2 คันขับประกบหัวท้ายขบวนรถ คุ้มกันอย่างเข้มงวดตลอดเส้นทาง

วันเดียวกัน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก ตร. แถลงผลการดำเนินงานของศูนย์ ติดตามสถานการณ์ คสช. ถึงความคืบหน้าคดีระเบิดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยโดย พ.อ.วินธัยกล่าวว่า การสืบสวนสอบสวนยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มนำไปสู่การหาตัวผู้กระทำความผิด ต้องใช้เวลาดำเนินการเพื่อให้เกิดความรอบคอบทุกด้าน ขอความร่วมมือประชาชนที่มีข้อมูลโปรดแจ้งทหาร ตำรวจในพื้นที่ หรือโทร.แจ้งสายด่วน 1515 ตลอด 24 ชม.

ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิเปิดเผยว่า ความคืบหน้าการติดตามสืบสวนสอบสวนคนร้าย เจ้าหน้าที่สามารถสืบสวนขยายผล จนทราบกลุ่มคนร้ายและจับกุมนายอาเดม การาดัค ขณะตรวจค้นห้องพักที่พูลอนันต์อพาร์ตเมนต์ ย่านหนองจอก และนายเมียไรลี ยูซูฟู ที่ชายแดนด้าน จ.สระแก้ว จนถึงปัจจุบันสามารถออกหมายจับไปแล้ว 13 ราย โดยหมายจับล่าสุดคือนายอับดุล ตาวาบ สำหรับผู้ต้องหาตามหมายจับที่เหลือ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. เป็นผู้ประสานงานในฐานะหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน ติดตามจับกุม โดยใช้ช่องทางกระทรวงการต่างประเทศประสานงานใกล้ชิดกับตำรวจสากล สำหรับความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนจะแจ้งให้ทราบต่อไป

ขณะที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ. กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีนี้ว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยทหารและตำรวจยังคงเร่งรัดคลี่คลายดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คดีมีความก้าวหน้ามาตามลำดับ หลังเกิดเหตุการณ์ครบ 1 เดือน การดำเนินการงานต่างๆมอบหมายตำรวจเป็นหน่วยงานหลักขณะนี้ออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวมแล้ว 13 ราย ที่เหลือต้องรอความชัดเจนต่อไป

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เวลา 14.30 น. พ.อ.วิจารณ์ จดแตง นายทหารพระธรรมนูญ ในฐานะหัวหน้าส่วนปฏิบัติการ คณะทำงานกฎหมายส่วนรักษาความสงบ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คุมตัวนายจาเวด อิคบาล อายุ 59 ปี ชาวปากีสถาน น.ส.ปณิฐ์สรา ชาลีรัฐรมย์ อายุ 40 ปี ภรรยานายอับดุล ตาวาบ และนายชอบ สกุลทอง อายุ 54 ปี คนขับรถแท็กซี่ ส่งมอบให้ชุดพนักงานสอบสวนไปสอบสวนต่อในฐานะพยานในคดีนี้ โดยมี พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. เป็นผู้รับมอบก่อนให้แพทย์ รพ.ตร.ตรวจร่างกายทั้ง 3 คน เพื่อยืนยันว่าไม่ได้ถูกทำร้ายขณะถูกทหารควบคุมตัว พร้อมเชิญสื่อมวลชนออกจากห้องเพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน มี พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบก.น.3 เป็นผู้ควบคุมการสอบสวน ภายหลังส่งมอบ พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่าบุคคลทั้ง 3 คนที่ทหารนำตัวมาส่งมอบน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในคดี การออกหมายจับหรือไม่นั้นต้องดูคำให้การ กองทัพส่งตัวมาในฐานะพยาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพยานทั้ง 3 รายที่ถูกส่งมอบตัวนั้น มีความเชื่อมโยงกับขบวนการก่อเหตุครั้งนี้ ในส่วนของการขนคนเข้าออกประเทศโดยผิดกฎหมาย โดยนายชอบ สกุลทอง เป็นโชเฟอร์แท็กซี่พาชายเสื้อฟ้า ที่คาดว่าชื่อนายซูแบร์ อับดุลลาและชายไม่ทราบชื่อปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ ไปส่งที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ ส่วน น.ส.ปณิฐ์สราเป็นภรรยาของนายอับดุล ตาวาบ เป็นผู้ไปขนกระเป๋าเสื้อผ้าของสามีจากจุฑาแมนชั่น ย่านอ่อนนุช มาไว้ที่หอพักย่าน ม.หอการค้าฯ และยังเป็นคนโบกรถแท็กซี่ให้ชายเสื้อฟ้าหลบหนีหลังก่อเหตุด้วย ด้านนายจาเวด ที่ถูกทหารควบคุมตัวไว้ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. พบข้อมูลทำงานร่วมกับนายอับดุล ตาวาบ จัดตั้งบริษัทลักลอบทำวีซ่าประเทศมาเลเซียให้แก่ชาวอุยกูร์ ชาวอัฟกานิสถาน และชาวปากีสถาน เดินทางเข้าประเทศ มาเลเซีย โดยนายจาเวดมีความสนิทสนมกับนายอับดุล ตาวาบ เป็นอย่างมาก ทั้งเคยพบกับนายเมียไรลี ยูซูฟู หลายครั้ง มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม ทั้งหมดอาจถูกตั้งข้อหาค้ามนุษย์เพิ่ม อยู่ระหว่างประสานให้ บก.ปคม.พิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจาก บช.น.ทำสำนวนคดีระเบิดเท่านั้น รายงานข่าวแจ้งอีกว่าบ่ายวันเดียวกันชุดพนักงานสอบสวนบางส่วน เดินทางเข้าไปสอบปากคำนายเมียไรลี ยูซูุฟู ที่ มทบ.11 เพื่อสอบถามข้อมูลวัตถุระเบิดที่นำมาใช้ก่อเหตุ รวมถึงภาพถ่ายบุคคลที่พบในมือถือของผู้ต้องหารายนี้ว่าเกี่ยวข้องอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางการสืบสวนสอบสวนขยายผล




ทีมา http://www.thairath.co.th/