ทีมสัตวแพทย์ผ่าซากพะยูน พบเป็นเพศเมีย ด้านหน.เขตห้ามล่าสัตว์ฯ เผยน่าจะเป็นการล่าพะยูนที่ไม่เจตนา จี้ตำรวจเร่งสืบหาผู้กระทำผิด ยันไม่ใช่การจัดฉากล่า ยอมรับพะยูนมีสิทธิตายได้ตลอดเวลาจากเครื่องมือประมง...

จากกรณี นายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง พร้อมเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าพันธุ์สัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ได้นำซากพะยูนที่เหลือแค่ลำไส้ และหนัง เอาไปเป็นหลักฐานแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษไว้กับตำรวจ สภ.กันตัง จ.ตรัง เพื่อทำการตรวจยึดซาก และสืบเสาะหาคนกระทำความผิด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยวิทยาเขตตรัง เจ้าหน้าที่กลุ่มสัตว์ทะเลหายากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต นำโดยน.ส.ชวัญญา หรือ หมอแพร เจียกวธัญญู ทีมสัตวแพทย์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่สำนักบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 7 จังหวัดตรัง อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ได้เข้าร่วมปฏิบัติการผ่าตรวจพิสูจน์ซากพะยูน ที่มีเพียงเครื่องใน ส่วนหัวโดนตัดแล่เนื้อ และเลาะกระดูก
นายชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ทีมสัตวแพทย์ระบุว่า พะยูนตัวนี้เป็นเพศเมีย เบื้องต้นสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นการล่าพะยูนที่ไม่เจตนา เพราะพะยูนมีกลิ่นและตายมาไม่น้อยกว่า 2-3 วัน ลักษณะเหมือนกับเป็นการพบซากพะยูนที่เสียชีวิตมา และนำเอาชิ้นส่วนตรงส่วนที่มีราคาในตลาดมืด เช่น กระดูก เขี้ยว ซึ่งขณะนี้ตำรวจเร่งสืบหาผู้กระทำผิด เพราะเรื่องนี้ทางเขตได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ หาตัวผู้กระทำผิดแล้ว ขณะที่ตำรวจก็ได้ทำการลงพื้นที่ และเก็บหลักฐานต่างๆตัวอย่าง เช่น เชือกที่มัดอยู่ที่แขนพะยูน กลุ่มผู้ต้องสงสัยตอนนี้ยังไม่ทราบ กำลังหาประเด็นอยู่ว่ามีอยู่กี่กลุ่ม โดยทางทีมสัตวแพทย์จะเอาชิ้นเนื้อไปพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อีกครั้งว่าการตาย ตายโดยฉับพลันหรือไม่ ตายมากี่วันแล้ว ตายเพราะเหตุอะไร

ด้าน นายอับดุลรอ***ม ขุนรักษา กำนันต.เกาะลิบง อ.กันตัง กล่าวว่า 30 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเจอสภาพอย่างนี้ ซากนี้เป็นซากแรก ส่วนใหญ่ที่เจอและแจ้งเข้ามาก็เป็นซากที่สมบูรณ์ไม่ถูกทำลายสักครั้งหนึ่ง คือตอนนี้ถ้าสืบเชิงลึกเราก็ยังไม่แน่ใจ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จริงๆแล้วถ้าเป็นเรื่องของชุมชนเองไม่น่าจะมีทางเขตห้ามล่าฯเข้ามา เพราะทางชุมชนก็ช่วยกันดูแลและหารือกันมาโดยตลอดในการอนุรักษ์พะยูน และชาวบ้านเองก็รับรู้กันมาตลอด เพราะส่วนใหญ่ทำการประมงพื้นบ้านต้องอาศัยอนุรักษ์ตรงนี้ไว้ เนื่องจากได้รับประโยชน์โดยทางอ้อมจากการมีพะยูนในชุมชน ไม่ว่าด้านการท่องเที่ยว หรือด้านชุมชนรักหวงแหน ในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ในเรื่องของการวางทุ่น เป็นพื้นที่ไข่แดงที่ควรอนุรักษ์ไว้ของพะยูนในเขตหญ้าทะเล ที่สำคัญพะยูนเปรียบเสมือนหม้อข้าวของชาวเกาะลิบง ส่งผลดีต่อธุรกิจ...
ที่มา : https://www.dailynews.co.th/regional/606031

จากกรณี นายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง พร้อมเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าพันธุ์สัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ได้นำซากพะยูนที่เหลือแค่ลำไส้ และหนัง เอาไปเป็นหลักฐานแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษไว้กับตำรวจ สภ.กันตัง จ.ตรัง เพื่อทำการตรวจยึดซาก และสืบเสาะหาคนกระทำความผิด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยวิทยาเขตตรัง เจ้าหน้าที่กลุ่มสัตว์ทะเลหายากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต นำโดยน.ส.ชวัญญา หรือ หมอแพร เจียกวธัญญู ทีมสัตวแพทย์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่สำนักบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 7 จังหวัดตรัง อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ได้เข้าร่วมปฏิบัติการผ่าตรวจพิสูจน์ซากพะยูน ที่มีเพียงเครื่องใน ส่วนหัวโดนตัดแล่เนื้อ และเลาะกระดูก
นายชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ทีมสัตวแพทย์ระบุว่า พะยูนตัวนี้เป็นเพศเมีย เบื้องต้นสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นการล่าพะยูนที่ไม่เจตนา เพราะพะยูนมีกลิ่นและตายมาไม่น้อยกว่า 2-3 วัน ลักษณะเหมือนกับเป็นการพบซากพะยูนที่เสียชีวิตมา และนำเอาชิ้นส่วนตรงส่วนที่มีราคาในตลาดมืด เช่น กระดูก เขี้ยว ซึ่งขณะนี้ตำรวจเร่งสืบหาผู้กระทำผิด เพราะเรื่องนี้ทางเขตได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ หาตัวผู้กระทำผิดแล้ว ขณะที่ตำรวจก็ได้ทำการลงพื้นที่ และเก็บหลักฐานต่างๆตัวอย่าง เช่น เชือกที่มัดอยู่ที่แขนพะยูน กลุ่มผู้ต้องสงสัยตอนนี้ยังไม่ทราบ กำลังหาประเด็นอยู่ว่ามีอยู่กี่กลุ่ม โดยทางทีมสัตวแพทย์จะเอาชิ้นเนื้อไปพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อีกครั้งว่าการตาย ตายโดยฉับพลันหรือไม่ ตายมากี่วันแล้ว ตายเพราะเหตุอะไร

ด้าน นายอับดุลรอ***ม ขุนรักษา กำนันต.เกาะลิบง อ.กันตัง กล่าวว่า 30 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเจอสภาพอย่างนี้ ซากนี้เป็นซากแรก ส่วนใหญ่ที่เจอและแจ้งเข้ามาก็เป็นซากที่สมบูรณ์ไม่ถูกทำลายสักครั้งหนึ่ง คือตอนนี้ถ้าสืบเชิงลึกเราก็ยังไม่แน่ใจ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จริงๆแล้วถ้าเป็นเรื่องของชุมชนเองไม่น่าจะมีทางเขตห้ามล่าฯเข้ามา เพราะทางชุมชนก็ช่วยกันดูแลและหารือกันมาโดยตลอดในการอนุรักษ์พะยูน และชาวบ้านเองก็รับรู้กันมาตลอด เพราะส่วนใหญ่ทำการประมงพื้นบ้านต้องอาศัยอนุรักษ์ตรงนี้ไว้ เนื่องจากได้รับประโยชน์โดยทางอ้อมจากการมีพะยูนในชุมชน ไม่ว่าด้านการท่องเที่ยว หรือด้านชุมชนรักหวงแหน ในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ในเรื่องของการวางทุ่น เป็นพื้นที่ไข่แดงที่ควรอนุรักษ์ไว้ของพะยูนในเขตหญ้าทะเล ที่สำคัญพะยูนเปรียบเสมือนหม้อข้าวของชาวเกาะลิบง ส่งผลดีต่อธุรกิจ...
ที่มา : https://www.dailynews.co.th/regional/606031


บันทึกการเข้า