ผู้เขียน หัวข้อ: "แม่แอ๋ม" เล่านาทีในห้องตัดสิน ฉะ "เปรี้ยว" เย็นชาใส่ ไม่สำนึกเป็นคนฆ่า  (อ่าน 470 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 3951
    • อีเมล์





แม่น้องแอ๋ม เหยื่อฆ่าหั่นศพ เล่าช่วงนาทีที่อยู่ภายในห้องตัดสินที่ศาล "เอิร์น-แจ้" วิ่งเข้าไปกอดและขอโทษ ขณะที่ "เปรี้ยว" ยืนมองด้วยหางตา

ภายหลังที่ศาลจังหวัดขอนแก่น นัดฟังผลการพิจารณาคดีฆาตกรรม น.ส. วริศรา หรือ แอ๋ม โดยพิพากษาจำคุก น.ส.ปรียานุช หรือ เปรี้ยว กับ น.ส.กวิตา หรือ เอิร์น ตลอดชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษเหลือจำคุก 34 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยอีก 3 คน มีโทษจำคุกต่างออกไป พร้อมให้ทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้ครอบครัวผู้ตาย 1,070,000 บาท ดอกเบี้ย 7.5%

>>> ศาลพิพากษาคุก "เปรี้ยว ฆ่าหั่นศพ" 34 ปี พร้อมสั่งชดเชย 1 ล้าน

เมื่อคืนวานนี้ (10 พ.ค.) รายการต่างคนต่างคิด ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. นางพิชชาภา แม่ของน้องแอ๋ม ผู้เสียชีวิต พร้อมด้วย น.ส.ประภาศิริ พี่สาวของเปรี้ยว หนึ่งในผู้ต้องหา และ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมพูดคุยในประเด็นดังกล่าว

แม่ของแอ๋ม เปิดเผยว่า ก่อนฟังคำพิพากษาทุกคนในครอบครัวคาดหวังให้ได้รับโทษประหาร แต่ยอมรับว่าได้มีการเผื่อใจไว้แล้วด้วยว่าจะไม่ได้รับโทษถึงขั้นนั้น ซึ่งช่วงเกิดเรื่องใหม่ๆ ตนก็อยากให้ผู้ต้องหาตายตกไปตามกัน แต่พอเวลาผ่านไปทำให้ตนคิดอะไรได้มากขึ้นว่า ถ้าเราคาดหวัง คนที่จากไปก็อาจจะเป็นทุกข์ ที่สุดจึงแล้วแต่ศาลพิจารณาเห็นสมควร ซึ่งผลวันนี้ยอมรับว่าพอใจเกิน 50 เปอร์เซ็นต์

แม่ของแอ๋ม เล่าต่อด้วยว่า ภายหลังจากศาลพิจารณาคดีแล้ว ตนเดินเข้าไปหากลุ่มผู้ต้องหา ขณะที่พวกเขากำลังร้องไห้กอดกันกับครอบครัว โดยตนได้พูดไปว่า "สิ่งที่ทุกคนได้รับในวันนี้ ก็ขอให้แอ๋มพอใจ แม่ขออโหสิกรรมให้กับสิ่งที่ทำกับลูก"

ซึ่งหลังจากพูดจบ เอิร์นกับแจ้ก็วิ่งเข้ามากอดตน พร้อมบอกว่าเสียใจและสำนึกทุกอย่าง เมื่อตนได้ฟังก็รู้สึกสบายใจ ส่วนเปรี้ยวก็ยังคงมองตนด้วยหางตา และมีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม ตนไม่ได้โกรธเคืองเปรี้ยว และปล่อยวางได้นานแล้ว แม้เจ้าตัวยังคงยืนยันว่าไม่ได้ฆ่าลูกสาวตน แต่รู้สึกสงสารมากกว่า

"เขาไม่มีความเป็นคนอยู่ในสายเลือด แต่เราไม่ได้ไปโทษ ไปว่า ถ้าเขาจะเป็นอย่างนั้น ก็ปล่อยให้เป็นไปตามตัวเขา เดี๋ยวมันก็เผาผลาญตัวเขาไปในสักวัน" แม่ผู้เสียชีวิตกล่าว

ส่วนเรื่องเงินที่อีกฝ่ายต้องชดใช้นั้น ตนมองว่าเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ตัวเองต้องสูญเสียไป จะได้หรือไม่ ก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน อย่างไรก็ดี วันนี้ตนยังไม่ได้พูดคุยกับครอบครัวของเปรี้ยว แต่เป็นครั้งแรกที่ตนได้เห็นแม่และพี่สาวเปรี้ยวร้องไห้ ตนเชื่อว่าวันนี้ ลูกก็ยังคงอยู่ใกล้ ๆ ตัว เพื่อรอฟังผลพิจารณาคดี ส่วนหลังจากนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

ทางด้าน นายโกศลวัฒน์ ซึ่งวันนี้ได้อยู่ในห้องพิจารณาคดีด้วย เปิดเผยว่า ศาลได้ยกฟ้องคดีฆ่าโดยไตร่ตรอง และไปพิจารณาเรื่องการฆ่าโดยเจตนา เนื่องจากตามพยานหลักฐานในสำนวน โดยคดีนี้พบว่าไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นการลงมือ มีเพียงกลุ่มผู้ต้องหาเอง ดังนั้นจึงใช้พยานแวดล้อมประมาณ 20 ปาก และหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ จะเห็นว่า แม้จะไม่มีประจักษ์พยาน ศาลก็เอาผิดลงโทษได้

อีกทั้งในชั้นพนักงานสอบสวน ผู้ต้องหาได้ให้การรับสารภาพ แต่มาปฏิเสธในชั้นศาลว่าเป็นการทำร้ายร่างกาย ไม่ได้ตั้งใจฆ่า ซึ่งเป็นสิทธิ์ของจำเลยที่จะให้การปฏิเสธเมื่อไรก็ได้ ซึ่งหากฝ่ายโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ส่วนฝ่ายจำเลยก็มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ และขอประกันตัวได้ ซึ่งดุลยพินิจของศาลจะมองพฤติกรรมเดิม ที่พบว่าเคยหลบหนีมาก่อน ประกอบการพิจารณาด้วย

เหตุผลที่วศินได้รับโทษน้อยสุด เพราะโดยเหตุการณ์แล้ว นายวศินถูกชวนให้มาขับรถ โดยไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ก็ยังขับรถให้เปรี้ยวต่อ จึงโดนข้อหาฐานสนับสนุน ซึ่งเป็นคำรับสารภาพขอนายวศินเอง

ขณะที่ พี่สาวของเปรี้ยว เปิดเผยด้วยว่า หลังศาลพิพากษา ตนได้เข้าไปกอดเปรี้ยว พร้อมบอกไปว่า “ออกมาแล้วเป็นคนใหม่นะ ทำตัวดีๆ นะ” เพียง 5 วินาทีก็ถูกเจ้าหน้าที่กันตัวออกไป ตนเห็นเปรี้ยวร้องไห้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าแม่ตัวเอง ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ สามารถเป็นตัวอย่างให้เยาวชนได้เลยว่า ต่อให้ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มันเกิด ผลสุดท้ายอย่างไรก็ได้รับโทษหนัก

วันนี้มีช่วงหนึ่งที่ยายของแอ๋มเดินผ่าน ตนก็ได้ยื่นไปจับมือ แล้วบอกว่า “ยาย ยิ้มแย้มด้วยกันนะเรา” ซึ่งยายก็บอกว่า “สบายๆ” ตนก็บอกกลับไปว่า ยายน่ารักเสมอเลยนะ แต่กับแม่นั้นตนไม่ได้คุยอะไรด้วย

อย่างไรก็ดี นายโกศลวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้มองคดีนี้เป็นตัวอย่าง อย่าให้อารมณ์เพียงชั่ววูบนำมาสู่เหตุร้ายแบบนี้ มีสติยั้งคิดยั้งทำ ไม่ยอมรับความรุนแรงทุกรูปแบบ การปล่อยให้เขาชนะ เราก็จะไม่แพ้





ที่มา...https://www.sanook.com/news/6383870/