ผู้เขียน หัวข้อ: กินนมแม่6เดือน-ฉีดวัคซีน ป้องกัน"ท้องร่วง"หน้าหนาว  (อ่าน 988 ครั้ง)

ออฟไลน์ nongpoint

  • medtech ปี เอก
  • ******
  • กระทู้: 1204
    • อีเมล์
กินนมแม่6เดือน-ฉีดวัคซีน ป้องกัน"ท้องร่วง"หน้าหนาว
   คนดู 208 ครั้ง 

กินนมแม่6เดือน-ฉีดวัคซีน ป้องกัน"ท้องร่วง"หน้าหนาว


ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เชื้อไวรัสโรต้าสามารถทนอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่มีอากาศเย็น จึงส่งผลให้เด็กๆ เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโรต้าเพิ่มขึ้นในช่วงหน้าหนาวนี้ ซึ่งต่างจากช่วงหน้าร้อน เพราะแค่โดนแดดเชื้อไวรัสก็ตายแล้ว ความน่ากลัวของไวรัสโรต้าก็คือ แม้จะมีการป้องกันดูแลรักษาความสะอาดดีอย่างไร เชื้อไวรัสก็สามารถแพร่ระบาดไปสู่เด็กๆ ได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี มีโอกาสติดเชื้อไวรัสโรต้าในช่วง 2 ขวบปีแรก ขณะเดียวกันเด็กที่ถูกเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่ดี อาจมีโอกาสติดเชื้อในตอนโตหรือช่วงวัยที่เข้าโรงเรียนแล้วด้วยเช่นกัน

     สำหรับอันตรายจากเชื้อไวรัสโรต้านั้น นอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงอย่างรุนแรง ยังก่อให้เกิดผลเสียต่อพัฒนาการของลูกน้อยในอนาคต

เพราะในช่วงที่ติดเชื้อนั้นร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมสารอาหารและเกลือแร่ได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กในวัย 1-2 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงวัยแห่งพัฒนาการทั้งร่างกาย สมองและระบบประสาท และหากเด็กเกิดการติดเชื้อในทางเดินลำไส้ จะส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร และย่อมส่งผลกระทบต่อการยับยั้งพัฒนาการของลูก ไม่ว่าจะเป็นด้านศักยภาพสมอง กระบวนการคิดและเรียนรู้ รวมทั้งการเจริญเติบโตของร่างกายในอนาคตได้ เพราะจะสังเกตได้ว่าในช่วง 2 ปีแรกเด็กจะหัวโตเร็วมาก ถ้าหากเด็กขาดสารอาหารที่สำคัญต่อพัฒนาการของสมองแล้ว แม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และความฉลาดของลูก ในขณะที่ร่างกาย เมื่อไม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย จะทำให้น้ำหนักและความสูงไม่เป็นไปตามวัย เพราะกว่าที่ลูกจะหายป่วยก็ต้องใช้เวลาหลายวัน

 มีการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับเชื้อไวรัสโรต้าและมีอาการของโรคท้องเสียซ้ำๆ ในช่วงวัย 1-2 ปี จะได้รับผลกระทบต่อร่างกายด้านต่างๆ เช่น ความสูงที่อาจจะต่ำกว่าเด็กทั่วไปถึง 8.2 ซม. ในวัยก่อน 7 ปี หรือความพร้อมต่อการเรียนรู้ ช้ากว่าเด็กทั่วไปในช่วงวัยเรียน และยิ่งในเด็กที่ท้องร่วงซ้ำๆ ก่อนอายุ 2 ปี จะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมอง หรือไอคิวต่ำกว่าเด็กวัยเดียวกันถึง 10 จุด นอกจากนี้การศึกษาวิจัยยังพบอีกว่า เชื้อไวรัสโรต้านี้ยังมีผลต่อภาวะขาดสารอาหารตั้งแต่เด็ก ซึ่งส่งผลกระทบทำให้น้ำหนักของเด็กบางคนเพิ่มขึ้นน้อยกว่าปกติ และจากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า เด็กร้อยละ 98 จะติดเชื้อไวรัสโรต้าอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะเด็กเล็กในวัย 6 เดือนถึง 5 ขวบ ทุกคนมีโอกาสติดเชื้อไวรัสโรต้าได้โดยง่าย แต่ก็มีบางกรณีที่เกิดขึ้นกับเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งคุณแม่เองต้องระมัดระวังเรื่องนี้ไว้ให้มาก เพราะเด็กเล็กจะมีอาการรุนแรงมากกว่าในเด็กโต สำหรับอาการเบื้องต้นที่สามารถสังเกตได้ คือ มีไข้ อาเจียน ท้องร่วง บางรายอาจเกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง และต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือไปหลายวัน

     วิธีการป้องกันโรคท้องร่วงจากไวรัสโรต้านั้น คุณหมอกล่าวว่า เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาให้หายได้ จึงจำเป็นต้องรักษาไปตามอาการแบบประคับประคอง และให้น้ำเกลือ

ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดจึงแนะนำให้ลูกน้อยได้รับวัคซีน เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของโรค โดยเฉพาะคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือมีลูกในช่วงวัยไม่เกิน 2 เดือน ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ต้นเพื่อรับวัคซีน ซึ่งวัคซีนนั้นมี 2 ชนิด คือ ชนิดที่กิน 2 ครั้ง และชนิดที่กิน 3 ครั้ง ซึ่งวัคซีนที่กิน 3 ครั้งจะให้กินเมื่อเด็กอายุ 2, 4, 6 เดือน และจะให้การป้องกันหลัง 6 เดือน แต่สำหรับวัคซีนที่กิน 2 ครั้งจะให้เมื่อเด็กอายุ 2, 4 เดือน ซึ่งจะทำให้ได้รับการป้องกันเร็วตั้งแต่ 4 เดือน เพื่อป้องกันภัยร้ายจากไวรัสโรต้า ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวต่อเด็กเล็ก ขณะเดียวกันคุณหมอเน้นย้ำว่า คุณแม่ควรให้นมลูกอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อให้เด็กมีภูมิคุ้มกันที่ดี นอกจากนี้พ่อแม่ยังสามารถป้องกันโรคนี้เบื้องต้น ด้วยการรักษาความสะอาดให้ถูกสุขลักษณะ เช่น หมั่นล้างมือให้ตนเองและลูกอยู่เสมอ

 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก thaipost วันที่ 2 พ.ย 2555