ผู้เขียน หัวข้อ: อธิบดีแฉมั่วสร้าง พระแก้ว องค์จำลอง-วัด  (อ่าน 426 ครั้ง)

ออฟไลน์ pigky

  • medtech ปี เอก
  • ******
  • กระทู้: 1170
อธิบดีแฉมั่วสร้าง พระแก้ว องค์จำลอง-วัดเณรคำ
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:49:12 AM »
ไม่ขออนุญาตกรมศิลป์ ส่งตร.อารักขา"ยายลอน" ยันเป็นเจ้าของที่ตัวจริง


พระแก้ว - ภาพพระแก้วมรกตขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจากเว็บไซต์หลวงปู่เณรคำ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ล่าสุดอธิบดีกรมศิลปากรระบุอาจผิดระเบียบ เพราะไม่ได้ขออนุญาตก่อสร้างจากกรม

อธิบดีกรมศิลป์แฉวัดของ "หลวงปู่เณรคำ" มั่วสร้าง"พระแก้วมรกต"จำลอง ชี้เป็นพระ พุทธรูปสำคัญที่มีระเบียบควบคุมการสร้างองค์จำลอง ต้องทำเรื่องขออนุญาตกรมศิลป์ แต่ตรวจสอบแล้วไม่พบมายื่นขออนุญาต ขณะที่ ตร.ส่งกำลังนับสิบคุ้มกัน 24 ช.ม. "ยายลอน" เจ้าตัวยืนยันจะเดินหน้าสู้ต่อไป ให้ก่อตั้งวัดป่าขันติธรรมอย่างถูกต้อง ตามวัตถุประสงค์การบริจาค ย้ำเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับ "นางทองมี" และยังไม่เคยมอบให้ตามที่ลูกศิษย์อ้าง อีกทั้งก็ไม่ได้ทวงที่คืน แต่หากทำถูกต้องจะเซ็นมอบให้ทันที

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. พ.ต.ท.อดุลย์ สุรำไพ รอง ผกก.ป.สภ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ นำกำลังตำรวจ 10 นายไปรักษาความปลอดภัยนางลอน มนัส อายุ 68 ปี ที่บ้านกลางทุ่งนา บ้านหนองถ่ม ต.ดู่ อ.กันทรารมย์ ภายหลังที่นางลอนเข้าแจ้งความว่าถูกขู่อุ้มฆ่า โดยก่อนหน้านี้นางลอนออกมาเรียกร้องให้ก่อตั้งวัดป่าขันติธรรม อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งจะไม่ให้หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เข้ามาบริหารวัดอีก เพราะบริจาคที่ดินให้สร้างวัด แต่หลวงปู่เณรคำไม่ได้ดำเนินการก่อตั้งวัดแต่อย่างใด จนกระทั่งใบอนุญาตจากกรมการศาสนาหมดอายุลง

นางลอนกล่าวว่า ดีใจมากที่มีตำรวจมาช่วยคุ้มครอง ขอยืนยันว่าจะสร้างวัดป่าขันติธรรมต่อไป หากเป็นวัดเมื่อไหร่ก็จะเซ็นมอบที่ดินให้กับวัดทันที ส่วนที่กลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำบอกว่าที่ดินของวัดเป็นของนางทองมี วุฒิยาสาร ที่เสียชีวิตไปแล้วนั้น ความจริงคือนางทองมีถวายที่ดิน 9 ไร่ เพื่อให้ตั้งวัด และตอนนั้นนางทองมีป่วย จึงเรียกตนเข้าไปคุยด้วย และบอกให้จัดการเรื่องที่ดินก่อตั้ง วัดแทน

"นางทองมีบอกว่าไม่สบาย คงจะอยู่ไม่ถึงตอนมอบถวายหรอก ขอให้แม่ใหญ่ หมายถึงยายให้ทำแทนด้วย จากนั้นนางทองมีจึงนำเอาชื่อยายไปใส่กับชื่อของนางทองมีในหลักฐานที่ดิน พอดีนางทองมีตายจึงเหลือยายเพียงคนเดียว ยายจึงจะทำวัดป่าขันติธรรมให้เป็นวัดให้ได้ตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคที่ดิน จะต้องตั้งเป็นวัดอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ให้เป็นอย่างอื่น" คุณยายลอนกล่าว

คุณยายลอนกล่าวถึงกรณีที่ลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำระบุว่านางทองมีมอบที่ดินให้หลวงปู่เณรคำแล้วว่า ขอยืนยันว่ายังไม่ได้มอบแต่อย่างใด เพราะหากมอบที่ดินตนก็จะต้องมอบด้วย เพราะมีชื่อกันเพียง 2 คนเท่านั้น ตนไม่เคยมอบถวายอะไรเลย ขณะนี้หลักฐานที่ดินเป็นชื่อตนจริงๆ และจะต้องเป็นคนเซ็นมอบให้ขอตั้งวัด อาจจะมีลูกของนางทองมีมาเซ็นมอบด้วยก็ได้ เพราะนางทองมีตายแล้ว ก็ต้องทำให้ถูกต้องไปเลย หากทำผิดวัตถุประสงค์ของการตั้งวัดไม่ทำด้วยเด็ดขาด หากทำถูกต้องให้ทำเลย จะเซ็นมอบให้ทันที

ด้านพ.ต.ท.อดุลย์กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก พ.ต.อ.ภุชงค์ วรรณา ผกก.สภ.กันทรารมย์ ให้นำกำลังตำรวจมารักษาความปลอดภัยให้นางลอน เนื่องจากเกรงว่าอาจจะเกิดเหตุร้ายตามที่ถูกขู่อุ้มไปทำร้ายร่างกาย โดยจัดกำลังตำรวจชุดละ 10 นาย ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมารักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ยืนยันว่าวัดป่าขันติธรรมยังไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งวัด ดังนั้น หากนางลอนที่ยืนยันว่าเป็นเจ้าของที่ดินบริเวณวัดป่าขันติธรรมต้องการจะให้พระรูปอื่นเข้ามาเป็นเจ้าอาวาสก็สามารถทำได้ เพราะในการทำเรื่องขออนุญาตตั้งวัดนั้นผู้ยื่นขอใบอนุญาตตั้งวัดจะต้องมีการระบุชื่อวัด ชื่อพระที่จะมาเป็น เจ้าอาวาส ผู้ที่จะมีสิทธิ์ทำเรื่องขออนุญาตตั้งวัดจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด แต่กรณีไม่เป็นบุคคลคนเดียวกับผู้ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด ต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากผู้ได้รับอนุญาตสร้าง หรือทายาท พร้อมหลักฐานประกอบ ดังนั้น หากนางลอนเป็นเจ้าของที่ดินจริงก็สามารถดำเนินการในส่วนนี้ได้

อารักขา - ตำรวจจำนวน 10 นาย มาช่วยดูแลความปลอดภัยให้นางลอน มนัส หลังเข้าแจ้งความว่าถูกขู่ฆ่า จากกรณีทวงคืนที่ดินวัดป่าขันติธรรมของหลวงปู่เณรคำ ที่บ้านพักใน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะ เกษ เมื่อ 23 มิ.ย.


ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ กล่าวต่อว่า ส่วนการตรวจสอบเรื่องต่างๆ ที่ปรากฏเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ มิได้นิ่งเฉย แต่เนื่องด้วยบทบาทหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ตามที่ระบุในพ.ร.บ.คณะสงฆ์นั้น หากพระมีข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิด สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ไม่มีอำนาจตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพระรูปนั้น จะต้องเป็นหน้าที่ เจ้าคณะผู้ปกครอง ส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ มีหน้าที่หาข้อมูลมาสนับสนุนการ ดำเนินการตรวจสอบของพระสงฆ์เท่านั้น

ส่วนพระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต กล่าวว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีหลวงปู่เณรคำที่ตั้งขึ้นทำได้แค่รวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น เพราะจำเป็นที่จะต้องรอหลวงปู่เณรคำกลับมาจากต่างประเทศก่อน ถึงจะสอบถามข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ โดยในขณะนี้พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต สั่งให้รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้วรายงานไปยังพระธรรมฐิติญาณ เจ้าคณะภาค 10 ฝ่ายธรรมยุต และสมเด็จพระวันรัต รักษาการ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต เพื่อทราบต่อไป

ขณะที่นายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวถึงการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองของวัดป่าขันติธรรม ว่า พระพุทธมณีมหารัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปสำคัญ 1 ใน 61 รายการ ที่มีระเบียบว่าการจำลองจะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากร และจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักพระราชวัง แต่จากการตรวจสอบไปยังทะเบียนของสำนักช่างสิบหมู่ ทราบว่าวัดป่าขันติธรรมไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตเข้ามา ขณะเดียวกันสำนักพระราชวังยังหารือมายังกรมศิลปากร ว่าให้ช่วยดูแลการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ เพราะปัจจุบันมีผู้นำไปจัดสร้างโดยไม่ได้ผ่านการอนุญาตมากขึ้น

น.ส.มาลีภรณ์ คุ้มเกษม หัวหน้ากลุ่มนิติการ กรมศิลปากร กล่าวว่า การจำลองพระพุทธรูปสำคัญมีระเบียบกระทรวงศึกษา ธิการ พ.ศ.2520 ตามมติครม.ในขณะนั้น กำหนดไว้ว่าการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ 61 รายการ เช่น พระแก้วมรกต จะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากร เพื่อกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต ส่วนระเบียบดังกล่าวนั้นไม่มีข้อกำหนดโทษ เนื่องจากไม่ได้เป็นข้อกำหนดในพ.ร.บ.

วันเดียวกัน นายภาณุ สุขวัลลิ โฆษกฝ่ายฆราวาสประจำตัวหลวงปู่เณรคำ กล่าวถึงกรณีที่มีการค้นพบบ้านหลังหนึ่งใน อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเจ้าของที่ดินระบุว่ามีพระรูปหนึ่งอ้างชื่อหลวงปู่เณรคำ มาสร้างไว้เมื่อปีพ.ศ.2546 ว่ายืนยันว่าหลวงปู่เณรคำไม่ได้สร้างบ้านหลังดังกล่าวแน่นอน เพราะเมื่อปีพ.ศ.2546 หลวงปู่เณรคำยังอายุเพียง 24 ปี แต่เริ่มมีผู้ศรัทธาและบริจาคเงินให้วัดตั้งแต่ปีพ.ศ.2548 เป็นต้นมา และช่วงที่บริจาคเงินมาที่วัดป่าขันติธรรม มากที่สุดคือช่วงปีพ.ศ.2552-2553 ดังนั้น ช่วงปีพ.ศ.2546 หลวงปู่เณรคำจึงยังไม่สามารถสร้างบ้านให้ใครได้แน่นอน และเท่าที่ตรวจสอบข้อมูลบ้านหลังดังกล่าวมีพระสร้างขึ้นมาจริง แต่เป็นพระรูปอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลวงปู่เณรคำ

ส่วนนายเทพพนม นามลี หนึ่งในลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำ กล่าวว่า กรณีเงินของมูลนิธิหลวงปู่เณรคำที่หายไป 30 ล้านบาท เป็นเงินที่จะใช้ก่อสร้างเจดีย์ วิหาร และพระแก้วมรกตจำลองที่วัดป่าขันติธรรม เป็นเงินที่ญาติโยมบริจาคมาโดยส่งมาทางธนาณัติรายละหลายแสนบาท บางรายโอนเข้าบัญชีมูลนิธิเป็นเงินนับล้านบาท มีการปลอมลายเซ็นของหลวงปู่ไปเบิกถอนเงินออกมา แต่ไม่เอาเข้ามูลนิธิ กลับเอาเข้ากระเป๋าตัวเอง มี 2 อดีตกรรมการมูลนิธิที่หลวงปู่ให้ออกไป เป็นคนยักยอกเงินไป ดังนั้น เมื่อหลวงปู่กลับมาแล้วแถลงข่าวทุกอย่างจะกระจ่างแจ้งทั้งหมด และมีการแจ้งความเรื่องยักยอกเงินมูลนิธิไว้แล้ว