ผู้เขียน หัวข้อ: ราชวิทยาลัยแพทย์อังกฤษ เตือนหมออย่ารักษาผู้ป่วยพร่ำเพรื่อ  (อ่าน 1783 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 3951
    • อีเมล์
ราชวิทยาลัยแพทย์อังกฤษ เตือนหมออย่ารักษาผู้ป่วยพร่ำเพรื่อ


              ปัญหาของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ หรือ NHS ยังมีต่อเนื่อง เมื่อเว็บไซต์เทเลกราฟของอังกฤษได้นำเสนอเรื่องที่สำนักประสานราชวิทยาลัยการแพทย์สหราชอาณาจักรชี้ว่าแพทย์จำนวนมากดำเนินการรักษาและตรวจสืบค้นโดยไม่จำเป็น


สำนักประสานราชวิทยาลัยการแพทย์ชี้ว่าแพทย์จำนวนมากดำเนินการรักษาและตรวจสืบค้นโดยไม่จำเป็น ภาพ: ปีเตอร์ เบิร์น/พีเอ

หน่วยงานแพทย์อาวุโสออกโรงเตือนเกี่ยวกับผู้ป่วยจำนวนมากในสหราชอาณาจักรกำลังได้รับการตรวจและได้รับยาโดยไม่จำเป็น พร้อมระบุการรักษา 40 รายการซึ่งควรตัดออกจากรายการประจำเนื่องจากมีประโยชน์น้อยหรือไม่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วย

กล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรกของสำนักประสานราชวิทยาลัยการแพทย์ (Academy of Medical Royal Colleges: AMRC) อันเป็นตัวแทนราชวิทยาลัยแพทย์ 21 แห่งในสหราชอาณาจักรออกมาเตือนภายหลังรายงานการศึกษาวิจัยฉบับหนึ่งชี้ว่าแพทย์มักส่งตรวจเอ็กซ์เรย์ สแกน และจ่ายยาไปทั้งที่รู้ดีว่าไม่ได้ประโยชน์อะไร โดยรายงานระบุว่า แพทย์  6 ใน 10 รายพิจารณาการรักษาโดยไม่จำเป็นเนื่องจากความกังวลต่อข้อบังคับทางกฎหมาย และจำนวนมากยอมรับว่าส่งตรวจและสั่งจ่ายยาเพราะได้รับแรงกดดันจากผู้ป่วย       

ด้าน ศ.เดม ซู เบลีย์ ประธาน AMRC กล่าวว่า แพทย์และผู้ป่วยควรหารือว่าหัตถการนั้นจำเป็นอย่างแท้จริงหรือไม่ก่อนจะเริ่มการตรวจและการรักษา                     

เว็บไซต์เทเลกราฟเผยอีกว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นในขณะเดียวกับที่ไซมอน สตีเวนส์ ผู้อำนวยการ NHS ชี้ว่าแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปตกอยู่ใต้การครอบงำของระบบ “กาช่องสี่เหลี่ยม” ซึ่งโยงรายได้ของแพทย์สัมพันธ์กับการบรรลุเป้าของ NHS ซึ่งรวมถึงเป้าการจ่ายยา และควรที่จะเลิกใช้ได้แล้ว เนื่องจากรายการของ AMRC ครอบคลุมหัตการการตรวจสืบค้นที่มีประโยชน์น้อยหรือไม่มีประโยชน์เลย


รายได้ของแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปสัมพันธ์กับการบรรลุเป้าของเอ็นเอชเอสซึ่งรวมถึงเป้าการจ่ายยา ภาพ: อะลามี

โดยยกตัวอย่างผู้ป่วยที่มีอาการปวดเอวไม่ควรได้รับการตรวจเอ็กซเรย์หากไม่ปรากฏอาการอื่นที่น่าวิตก หรือเด็กที่เกิดกระดูกหักแบบย่น (buckle fracture) ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าเฝือกปูน

และยังกล่าวอีกว่าผู้ป่วยควรได้รับแจ้งข้อมูลผลข้างเคียงก่อนตัดสินใจว่าจะเริ่มการรักษาหรือไม่ และให้พิจารณาการรักษาด้วยเคมีบำบัดสำหรับมะเร็งระยะท้ายอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์น้อยแต่มีอันตรายสูง อีกทั้งยังแนะนำให้เลี่ยงการสแกนเป็นประจำในผู้ป่วยช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต และการตรวจเป็นประจำในผู้ป่วยหลังผ่าตัด

เช่นเดียวกับ ศ.เดม ซู มองว่าการแก้ไขดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดรายจ่ายของ NHS แต่เพื่อส่งเสริมการสื่อสารอย่างฉลาดกับผู้ป่วยและผู้ป่วยก็ควรตั้งคำถามว่า “จะเป็นอย่างไรหากไม่รักษา?” นอกจากนี้ AMRC ยังได้ร่างรายการการรักษาทั่วไปซึ่งควรนำมาทบทวนอีก 150 รายการด้วย


ไซมอน สตีเวนส์ ผู้อำนวยการ NHS ชี้ว่าระบบจ่ายค่าตอบแทนตามการปฏิบัติงานของแพทย์ทั่วไปมีลักษณะเป็น “การกาช่องสี่เหลี่ยม” ภาพ: พีเอ

สำหรับข้อเรียกร้องของ AMRC นั้น มีขึ้นหลังผลการสำรวจจากแพทย์ 500 คน ซึ่งระบุว่าแพทย์ร้อยละ 83 สั่งหรือดำเนินการรักษาทั้งที่รู้ว่าไม่จำเป็น โดยมีการรักษาไม่จำเป็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะร้อยละ 20 การตรวจเอ็กซ์เรย์ร้อยละ 16 และการตรวจเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (ซีทีสแกน) หรือตรวจเลือดอีกร้อยละ 14

และโดยรวมพบว่า แพทย์กว่าร้อยละ 63 ยอมรับว่ารักษาหรือจ่ายยาไปเพราะความกังวลต่อข้อกฎหมาย และจำนวนมากระบุว่าเป็นเพราะแรงกดดันจากผู้ป่วย โดยเฉพาะปัจจัยด้านความคาดหวังของผู้ป่วยซึ่งส่งผลต่อการพิจารณาสั่งให้ดำเนินหัตถการทั้งที่รู้ว่าไม่จำเป็น

ในส่วนของตัวแทนองค์กรเพื่อผู้ป่วยมะเร็งกล่าวว่า ผู้ป่วยมะเร็งทุกรายควรสามารถเข้าถึงการรักษาและการสนับสนุนที่จำเป็นไม่ว่ามะเร็งนั้นจะอยู่ในระยะใดก็ตาม และเคมีบำบัดเป็นส่วนสำคัญในการรักษาโรคมะเร็งดังที่มีผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการเพิ่มอัตราการรอดชีพตลอดหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเคมีบำบัดอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงรุนแรงจึงสำคัญที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะต้องพิจารณาผลลัพธ์การรักษาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน

สถานการณ์ปัญหาดังกล่าวสอดคล้องกับที่ NHS ประสบปัญหาขาดทุนสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 2,450 ล้านปอนด์ (ราว 104,618 ล้านบาท) จึงนำมาสู่ความพยายามกำหนดหลักการและเหตุผลในการรักษาให้แน่ชัด รวมถึงการช่วยตั้งครรภ์ (IVF) และการรักษาต่อเพื่อที่จะนำมาร่างแผนการลดรายจ่าย ด้วยเหตุนี้ AMRC จึงเรียกร้องให้แพทย์มีส่วนร่วมลดรายจ่ายของ NHS โดยที่ยังคงต้องให้ความสำคัญต่อความจำเป็นของผู้ป่วยเป็นอันดับแรก

ศ.เดม ซู ย้ำอีกว่า เราต่างมีหน้าที่ต้องดูแลทรัพยากรสาธารณสุขโดยเฉพาะในช่วงที่ NHS ตกอยู่ใต้แรงกดดันของปัญหางบประมาณ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ใช่ปัจจัยหลักของการขับเคลื่อนมาตรการ หากอยู่ที่แพทย์และผู้ป่วยต้องหันหน้ามาคุยกันว่าการรักษานั้นจำเป็นจริงหรือไม่ ยาหรือการผ่าตัดอาจไม่ใช่หนทางเดียวในการรักษา เช่นเดียวกับที่อาจไม่ใช่วิธีการรักษาที่ดีกว่าเสมอไป ในอีกด้านหนึ่งเขามองว่าการตัดสินใจอย่างรอบคอบจะมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นสามารถเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเพราะการให้การรักษาแก่ผู้ป่วยที่ไม่จำเป็นจะเท่ากับทำให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นอาจต้องรอนานกว่าเดิม

สอดคล้องกับการเปิดเผยข้อมูลตัวเลขผู้เสียชีวิตร่วม 46,000 รายในแต่ละปีเนื่องจากปัญหาความบกพร่องด้านประสิทธิภาพการรักษา ทำให้อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทลายความเชื่อที่ว่าระบบสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรนั้นดีที่สุดในโลก ดังที่ข้อมูลสถิติจากการเปรียบเทียบใน 32 ประเทศจัดให้มาตรฐานการรักษาของสหราชอาณาจักรอยู่ในอันดับที่ 23 หรือต่ำกว่าสำหรับการรักษาจำแนกตามประเภทของโรค

ในส่วนการศึกษาทบทวนการเข้าถึงยา รัฐบาลได้รับปากจะเร่งรัดการเข้าถึงยาใหม่ โดยชี้ว่าการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะสามารถร่นระยะเวลาเข้าถึงยาใหม่ให้เร็วขึ้นถึง 4 ปี โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับสูงกล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันมีความมุ่งมั่นในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและความร่วมมือระยะยาวกับภาคธุรกิจวิทยาศาสตร์สุขภาพ และรัฐบาลมีความแน่วแน่ที่จะยกระดับสหราชอาณาจักรให้เป็นที่หมายอันดับหนึ่งสำหรับการพัฒนายาใหม่และผลิตภัณฑ์อื่นที่สามารถฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วย

การรักษาและการตรวจสืบค้นตามที่ AMRC ระบุว่า “ไม่มีประโยชน์หรือมีประโยชน์น้อยต่อผู้ป่วย” ประกอบด้วย

1.การตรวจเอ็กซเรย์อาการปวดเอวโดยไม่ปรากฏอาการอื่นที่น่าวิตก

2.การเข้าเฝือกปูนสำหรับเด็กกระดูกข้อมือหักไม่รุนแรงซึ่งอาจหายได้เองจากการรักษาด้วยเฝือกแบบถอดได้

3.เคมีบำบัดสำหรับผู้ป่วยที่พยากรณ์ว่าอยู่รอดได้อีกเพียงไม่กี่เดือน

4.การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยภาวะหมดประจำเดือนในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 45 ปีและมีอาการแสดงที่พบเห็นทั่วไป

5.การจ่ายยา aspirin, heparin หรือฮอร์โมน progesterone เพื่อลดความเสี่ยงการแท้งบุตร

มาตรการใหม่เรียกร้องให้ผู้ป่วยสอบถามแพทย์ว่าควรรักษาเมื่อใด แผนรณรงค์ Choosing Wisely เรียกร้องให้ผู้ป่วยที่ขอรับการรักษาสอบถามแพทย์ตามข้อคำถามดังต่อไปนี้

1.การตรวจ รักษา หรือหัตถการนั้นจำเป็นจริงหรือไม่?

2.มีความเสี่ยงหรือผลด้านลบประการใดบ้าง?

3.มีผลข้างเคียงประการใดบ้าง?

4.มีทางเลือกที่สะดวกกว่าและปลอดภัยกว่าหรือไม่?

5.จะเป็นอย่างไรหากไม่รักษา?

เรียบเรียงจาก

The Telegraph: Too much needless NHS treatment says Royal College, as it draws up list of those with little or no benefit





*********************************************
ที่มา : https://www.hfocus.org/forward