ผู้เขียน หัวข้อ: นับถอยหลัง15ปี ก๊าซธรรมชาติหมด ไทยเสี่ยงไฟดับถาวร  (อ่าน 408 ครั้ง)

ออฟไลน์ bigpoint

  • medtech ปี เอก
  • ******
  • กระทู้: 854

   
นับถอยหลัง15ปี ก๊าซธรรมชาติหมด ไทยเสี่ยงไฟดับถาวร
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:19:59 AM »
 

ทำไมจึงเกิดไฟดับครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ การแก้ไขปัญหาภายในเวลา 4-5 ชั่วโมง กว่าที่จะสามารถกอบกู้ทั้งระบบให้กลับมาเป็นปกติ ยอมรับได้หรือไม่ ภาคใต้จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมแล้วจริงหรือ ภาคอีสานและกทม.เสี่ยงจริงไหม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะประเทศไทยกำลังขาดแคลนพลังงานหรือไม่ ไทยรัฐออนไลน์ หาคำตอบ จากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ผศ.ดร.แนบบุญ หุนเจริญ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยด้านพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Q : สาเหตุของไฟดับเกิดจากอะไร
A : สาเหตุคงเป็นไปตามที่การไฟฟ้าส่วนผลิต หรือ ที่นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ได้รายงานไปแล้ว คือ เริ่มต้นมาจากสายส่ง 500 กิโลโวลต์ เดิมทีจะมี 2 วงจร จากภาคกลางไปถึงภาคใต้ เผอิญว่า วงจรที่ 1 หยุดซ่อมบำรุงในช่วงเช้าพอดี ซึ่งตอนเย็นดันเจอเหตุขัดข้อง เพราะฉะนั้นระบบอัตโนมัติจึงตัดการทำงานของอีกหนึ่งวงจร แปลว่าถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ที่เป็นสายส่ง 500 กิโลโวลต์ ที่วิ่งมาจากภาคกลางจอมบึง ลงมาถึงภาคใต้สะพาน 2 มันก็ถูกตัดขาดไปเลย เพราะฉะนั้นเราก็จะเหลือทางส่งพลังงานจากภาคกลางมาภาคใต้ อีกแค่ 2 เส้นทาง ก็คือ 230 กิโลโวลต์ 2 วงจร ซึ่งเพียงพอต่อการถ่ายโอนพลังงานจากภาคกลางมาภาคใต้ ณ ช่วงเวลานั้น ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ค่อนข้างซับซ้อนและเกี่ยวกับเสถียรภาพของระบบ หมายถึงว่า เกิดปัญหาเสถียรภาพที่ทำให้ระบบป้องกันอัตโนมัติของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและของสายส่งเส้นที่เกี่ยวข้อง มันทำงานต่อเนื่อง ก็เลยปลดการทำงานของสายส่งไฟฟ้า จึงทำให้ไฟฟ้าดับหมด


Q : คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะความหละหลวม หรือ เหตุสุดวิสัย
A : จากเหตุการณ์ที่ไฟฟ้าดับบริเวณกว้าง เรียกเป็นภาษาเทคนิคว่า blackout ซึ่งกรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก และไม่ได้เกิดเพียงแค่ประเทศไทย จากปี 1965 ก็เคยเกิดเหตุการณ์ blackout ทางตะวันออกของอเมริกา ขึ้นไปถึงนิวยอร์กและแคนาดาตะวันออกเลย กินบริเวณเป็นวงกว้างประมาณ 9 รัฐ อาจจะย้อนกลับไปนานเกินไป ก็กลับมาดูในปี 1996 ทางฝั่งตะวันตกของอเมริกา แถวรัฐแคลิฟอร์เนีย ปี 2003 ก็เคยเกิด แถวยุโรป จริงๆ เหตุการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้แต่ไม่บ่อยครั้ง ลักษณะที่เกิดจะเป็นเหมือนเหตุบังเอิญ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่เกิดขึ้นในบ้านเราเมื่อเร็วๆ นี้ ถ้าเกิดเสีย 1 วงจร แล้วอีก 1 วงจร ไม่ได้อยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง ก็จะสามารถทำงานได้ปกติ โดยที่ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น เพราะตามปกติแล้วระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ออกแบบรองรับเอาไว้แล้วว่า ถ้าสายส่งเส้นใดเส้นหนึ่งเป็นปัญหา จะไม่กระทบกระเทือนต่ออะไร เพียงแต่ว่าวันนั้นหยุดซ่อม 1 ถนน ซึ่งไม่ใช่ถนนธรรมดา แต่เป็นถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ปกติสายส่งของประเทศไทย โครงข่ายหลักๆ 230 กิโลโวลต์ แต่ที่สูงไปกว่า 230 กิโลโวลต์ คือ 500 กิโลโวลต์ ซึ่งในตัว 500 กิโลโวลต์สามารถส่งกำลังได้มากกว่า 230 กิโลโวลต์เสียอีก แต่พอดีว่ามีการขัดข้องในเส้น 500 กิโลโวลต์ ที่เป็นเส้นคู่ขนานกับเส้นที่มีการหยุดซ่อมแซม และเป็นช่วงเวลาที่กำลังจ่ายไปภาคใต้ไม่พอ เลยต้องโอนพลังงานจากภาคกลางมาภาคใต้ เพราะฉะนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาอย่างประจวบเหมาะ 2-3 เหตุการณ์ ซึ่งประเทศไทยเอง ก็เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน โดยย้อนไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว และไม่ใช่เหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ถี่ๆ อยู่แล้ว

Q : 30 ปีที่แล้ว เกิดขึ้นที่ไหนของประเทศไทย
A : ไม่แน่ใจ แต่ถ้าหากดูโฆษณาของ กฟผ.ก็พบว่าเขาได้ย้อนกลับไปช่วงเวลานั้น เพื่อทำการซ้อม ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นบริเวณภาคกลาง และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีอายุเพียง 44 ปีเอง เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เกิดคงเป็นช่วงที่เริ่มต้นเปิดการไฟฟ้าฝ่ายผลิตใหม่ๆ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจโครงข่ายพลังงานก่อนว่า มีระบบส่ง ระบบผลิตซึ่งดูแลในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และก็ยังมีระบบจำหน่าย ระบบส่งเป็นเหมือนระบบหลัก ซุปเปอร์ไฮเวย์หรือว่าไฮเวย์เชื่อมจังหวัดต่างๆ โดยระบบจำหน่าย มีหน้าที่ แจกจ่ายไฟฟ้าไปให้ถึงครัวเรือน ซึ่งส่วนนี้จะดูแลโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หากเป็นในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ จะดูแลโดยกรมไฟฟ้านครหลวง เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 วันก่อน เกิดขึ้นที่ระบบส่ง เกิดขึ้นที่ทางหลัก ไม่ใช่ทางรอง จึงเกิดผลกระทบในลักษณะวงกว้าง

Q : สรุปจากทรรศนะของอาจารย์ สรุปว่า เกิดจากความสุดวิสัย ไม่ใช่ผิดพลาดใช่ไหม
A : เป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้น และในทางเทคนิคมีเหตุผลอธิบายได้ว่า ทำไมไฟฟ้าถึงดับได้ถึง 4 จังหวัด

Q : อาจารย์เคยชมโฆษณาของ กฟผ. เรื่องแผนกอบกู้ไฟฟ้าดับ ที่สามารถกู้ระบบได้ภายใน 10 นาที หรือยัง
A : ครับ

Q : แผนที่ว่านี้ อาจารย์มองยังไง เพราะตอนนั้นเหมือนกับว่า มันสามารถกู้คืนได้ภายใน 10 นาที แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันลากไปจนถึง 3-4 ชั่วโมง
A : ในช่วง 10 นาที คือ การซ้อมแผนรองรับสภาวะฉุกเฉิน ซึ่งหมายความว่า ไม่ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง แต่เป็นการซ้อมหากเกิดเหตุการ์นู่นนี่นั่น จริงๆ ก็เป็นสถานการณ์ที่รู้อยู่แล้วว่า เป็นสถานการณ์ที่ถูกเซตขึ้นมา แต่ว่า 2 วันที่ผ่านมา คือสถานการณ์จริง และก่อนที่เราจะพูดว่า blackout ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างขนาดนี้ แต่ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดเป็นเหตุการณ์เดียว คือไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการผิดพลาดที่สายส่ง 500 กิโลโวลต์เส้นเดียว แล้วไฟดับหมดเลย ซึ่งนี่เป็นความเข้าใจที่ผิด แต่เผอิญมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่สอดคล้องตามมาด้วย นั่นคือ false เกิดขึ้น กับอีกสายหนึ่งหยุด อีกสายหนึ่งซ่อมบำรุงอยู่ แล้วช่วงเวลานั้นความต้องการการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้มีมากกว่ากำลังในการจ่ายไฟฟ้า ซึ่งมีในเรื่องของช่วงเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คำถามที่สอง ก็คือว่า เวลาที่ใช้ปฏิบัติการในระบบ ซึ่งเราอาจจะเห็นว่า 10 นาที แล้วของจริง กว่าจะกลับมาได้ เราจะพบว่า ใช้เวลาถึง 3-4 ชั่วโมง จริงๆ แล้วการที่จะฟื้นจากการดับสนิท จะต้องมีการทำงานประสานกันระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แล้วเมื่อไฟฟ้าดับหมดแล้ว การไฟฟ้าจะเดินเครื่องขึ้นมาได้อย่างไร และจะมีคำว่า blackstart ที่หมายความว่า จะต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้ายูนิตที่สามารถสร้างไฟขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเครื่องน้ำมัน blackstart คือเครื่องน้ำมันดีเซล คือหมายความว่า อยู่ดีๆ โรงไฟฟ้าใหญ่ๆ หลังจากที่มัน shut down ไปแล้ว มันจะ start ไม่ได้ เพราะว่าการ start จะต้องมีการเดินเครื่องมอเตอร์ เดินเครื่องปั๊มน้ำ เพื่อที่จะไปเผาไหม้เชื้อเพลิง เพื่อที่จะไปต้มน้ำ เพราะฉะนั้นยูนิตพวกนี้ต้องรอเวลาที่จะให้ยูนิตเล็กๆ start ขึ้นมาก่อน เพราะฉะนั้นเวลาที่ blackstart เขาก็จะ ยูนิตดีเซล เดินเครื่องขึ้นมาก่อน ต่อด้วยยูนิตที่เป็นพลังน้ำ เพราะว่าพลังน้ำสามารถเดินเครื่องได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องผ่านการต้มน้ำ และหลังจากนั้นก็ต้องเอนเนอไจซ์ให้สายส่งมีแรงดันกลับคืนมา และเริ่มทยอยเอาโหลด ความต้องการไฟฟ้าจ่ายกลับเข้ามา ให้พอดีกับกำลังการผลิตที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ณ ขณะนั้น และก็ต้องมีการประสานการทำงาน ถามว่า ทำได้เร็วขึ้นมั้ย จะเร็วขึ้นได้ ถ้าการไฟฟ้าจะสามารถเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ที่มีในภาคใต้ ในปริมาณที่มากขึ้นๆ แล้วก็ทยอยจ่ายโหลดออกมาได้สอดคล้องกัน

Q : ระยะเวลาในการปฏิบัติของการไฟฟ้า ณ ขนาดนั้น ยอมรับได้มั้ย
A : เหตุการณ์เมื่อ 2 วันที่ผ่านมายอมรับได้ ไม่ได้ถือว่านานผิดปกติ แต่สามารถพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อีกแน่นอน คือ ต้องมีระบบ สื่อสารสารสนเทศเข้าไปทำงานประสาน นำระบบควบคุมอัตโนมัติเข้าไปใช้ให้มากขึ้น

Q : ทำไมจะต้องดับทั้งหมดในคราวเดียว ในจุดที่ใกล้ๆ กับโรงไฟฟ้า สามารถส่งไฟไปให้ใช้ก่อนไม่ได้หรือ
A : จริงๆแล้ว มีการทำแบบนั้น จะเห็นว่า เมื่อดับไปแล้ว ภายใน 1 ชั่วโมงแรก มีไฟติดขึ้นมาบ้างในบางพื้นที่แล้ว เช่น ตัวเมืองภูเก็ต ตัวเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเขาค่อยๆ จ่ายไฟ แต่ไม่ใช่จ่ายขึ้นมาทีเดียวเลย เพราะว่าในทางเทคนิคไม่สามารถทำได้อยู้แล้ว สมมติว่าตอนนั้นกำลังการผลิตโหลด 600 คือกำลังการผลิตของทางภาคใต้ที่มีอยู่ตอนนั้นเขามีมากที่สุด ประมาณ 1,600 เมกะวัตต์ แต่ไม่ได้หมายความว่า พอไฟดับ กดสวิตช์ตัวเดียวไฟกลับขึ้นมาพร้อมกันเลย ซึ่งมันทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะต้องเดินเครื่องโรงดีเซลประมาณ 20-30 เมกะวัตต์ เสร็จแล้วเดินเขื่อนรัชประภาอีกประมาณ 70 เมกะวัตต์แรก เพราะฉะนั้นกำลังไฟฟ้าจะค่อยๆ ทยอยเพิ่มขึ้น เพราะว่า อยู่ดีๆ เราจะเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารอไว้ก็ไม่ได้ แต่ต้องรอมีโหลดที่จ่ายเข้ามาให้สมดุลกันพอดี และอีกสิ่งหนึ่งที่ประชาชนไม่ค่อยเข้าใจ ก็หมายความว่า เราผลิตไฟฟ้าใส่ เราก็ต้องมีโหลดผลิตไฟฟ้าที่กำลังเท่าๆ กัน ณ เวลาหนึ่งๆ เพื่อที่จะรักษาสมดุลไม่ให้เกิดปัญหาเสถียรภาพได้ ดังนั้น จึงต้องทยอยเปิดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและสับโหลดความต้องการเข้ามาในแต่ละพื้นที่ หลักเกณฑ์ก็คือ เลือกลำดับพื้นที่ที่มีความสำคัญสูงๆ ก่อน เช่น พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเมืองใหญ่ หรือว่าเป็นศูนย์ราชการ โรงพยาบาล จะต้องพยายามเลือกพื้นที่ประเภทนี้ก่อน หากลองขอข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็จะเห็นว่า ไฟค่อยๆ ทยอยติดขึ้นมา แต่ที่เราบอกว่า 5 ทุ่ม นี่คือ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว


Q : จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นตัวบ่งบอกได้มั้ยว่า ประเทศไทยกำลังขาดแคลนพลังงาน
A : เป็นคำถามที่ดี แต่คงต้องแยกเป็นสองกรณี เพราะปัญหาไฟดับทั้งหมด 14 จังหวัด เป็นปัญหาในเชิงปฏิบัติการ ส่วนปัญหาไฟพอหรือไม่พอ เป็นปัญหาในเชิงวางแผน ต่อไปในอนาคตว่า อีก 5 ปีต่อจากนี้ เราจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ไหน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นอยากให้มองเป็น 2 ประเด็นที่สำคัญ ทีนี้ถ้าเราบอกว่า ยอมลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้ เพื่อที่จะให้สามารถมีกำลังทางการผลิตเพียงพอต่อความต้องการ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากัน ถ่ายโอนพลังงานจากภาคกลางมาภาคใต้เยอะขนาดนี้ ก็แน่นอนว่า การปฏิบัติงานฟื้นฟูระบบครั้งที่เกิดขึ้น 2 วันที่แล้ว ก็จะทำได้เร็วขึ้น แต่ถ้าถามว่า ไฟฟ้ายังเพียงพออยู่มั้ย ถ้าเรามองจากภาพรวมของทั้งประเทศ ก็ยังเพียงพออยู่ และเราก็มีสายส่งที่เชื่อมโยงทั้งประเทศ ยกตัวอย่างในกรุงเทพฯ ที่นี้มีความต้องการการใช้ไฟฟ้าถึง 9,000 เมกะวัตต์ ถามว่า เรามีโรงไฟฟ้ารอบๆกรุงเทพฯถึง 9,000 เมกะวัตต์มั้ย ตอบว่า แต่ไฟฟ้ามาจากภาคตะวันออก ภาคเหนือที่จ่ายเข้ามาหล่อเลี้ยงกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาเรามององค์รวมของประเทศว่า ที่ผ่านมามีความต้องการเท่าไหร่ และกำลังการผลิตของทั้งประเทศเท่าไหร่ ก็จะต้องเผื่อกำลังการผลิตสำรองไว้ ประมาณ 30-15% แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ โดยเฉพาะภาคใต้ ด้วยลัักษณะภูมิประเทศ และ 4 วงจรทั้งหมดถูกตัดขาดหมดเลย ก็แปลว่าระบบไฟฟ้าของภาคใต้ถูกตัดระบบออกมาจากภาคอื่นๆ เลย ถามว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นที่ภาคเหนือหรือภาคอีสานได้มั้ย มีโอกาสเกิดได้น้อยกว่า เพราะด้วยสภาพภูมิประเทศ ภาคอีสานอาจถูกตัดขาดจากภาคเหนือ แต่ยังเชื่อมต่ออยู่กับภาคกลาง เชื่อมต่ออยู่กับภาคตะวันออก เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดน้อยกว่า

Q : อาจารย์มองว่า ภาคใต้ต้องมีโรงไฟฟ้าเท่าไร ถึงจะเพียงพอต่อความต้องการ
A : โดยหลักการ ถ้าเรามองว่า ความต้องการทางความมั่นคงของไฟฟ้า ดีมานด์กับซัพพลายจะต้องพอดีๆกันในแต่ละพื้นที่ แต่นั่นจะหมายความว่า จะเกิดประโยชน์ในทางเศรษฐศาสตร์มากขึ้นไปอีก ก็เหมือนกับว่าโรงไฟฟ้าภาคใต้ไม่ต้องไปโหลดกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าราชบุรีเข้ามามากนัก และยิ่งเดินทางไกล ก็มีพลังสูญเสียและพลังอื่นๆ เข้ามาตัดทอนอีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะมองในด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านความเชื่อถือได้ ดีมานด์กับซัพพลายจะต้องมีเพียงพอกัน ซึ่งอย่างวันนี้ ภาคใต้โหลดประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ แต่กำลังการผลิตในพื้นที่เพียงแค่ 1,600-1,700 เมกะวัตต์ จริงๆ การไฟฟ้าก็มีแผนอยู่แล้ว ที่จะเพิ่มยูนิตใหม่เข้าไปในโรงไฟฟ้าโรจนะ และตอนนี้กำลังคุยกันในเรื่องของโรงไฟฟ้ากระบี่ ที่จะขอใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน หากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่โอเค ถ้ามีเงินลงทุน แต่อย่างไรก็ดี เราก็ต้องมองเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม มองเรื่องผลกระทบในด้านของชุมชนด้วยว่า เกิดผลกระทบที่ยอมรับได้มั้ย คือโจทย์พลังงาน มักมีคำถามว่า ทางเลือกท่ี่ดีที่สุดคืออย่างไร ก็ต้องถามว่า เลือกที่ดีที่สุดในมิติไหน ถ้าเลือกมิติที่สุดในแง่เศรษฐศาสตร์ ก็แน่นอนว่า เราจะต้องมีโรงไฟฟ้าที่ภาคใต้ เพื่อจะได้จ่ายไฟฟ้าได้เพียงพอ เพราะถ้าในอนาคตเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ภาคใต้ก็น่าจะเลี้ยงตัวเองให้อยู่ได้ คำถามต่อมาก็คือ จะเป็นโรงไฟฟ้าประเภทอะไร มีขนาดเท่าไหร่ อยู่ที่ตำแหน่งไหน ไม่ใช่ว่าจะต้องตอบโจทย์เศรษฐศาสตร์อย่างเดียว ตอบโจทย์เรื่องของสังคม สิ่งแวดล้อมด้วย

Q : หากจะมองไปถึงอนาคต นอกจากพลังงานอื่นๆ แล้ว ในส่วนของพลังงานนิวเคลียร์
A : หากมององค์รวมของประเทศ ก็จะพูดถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า จริงๆ ต้องมีการพยากรณ์ให้เพียงพอต่อความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว นี่คือมองทั้งประเทศ แต่ถ้ามองเรื่องของความมั่นคง เรากำลังเข้าไปสู่ยุคที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติมันเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น อย่างของประเทศอื่นที่ไฟดับบ่อยๆ อาจมาจากแผ่นดิินไหว พายุ เฮอริเคน หรือภัยพิบัติทางด้านอื่นๆ ดังนั้น เราก็จ้องจัดพื้นที่ทางการผลิตให้เพียงพอ ซึ่งในอดีตเรายังไม่ได้ออกแบบมาในลักษณะเช่นนี้ แต่ถ้ามองไปในอนาคตข้างหน้า นโยบายอาจจะบอกว่า ต่อไปในแต่ละภูมิภาคก็ต้องจัดสรรกำลังการผลิตกับความต้องการใช้ไฟฟ้าให้เพียงพอกัน เพราะฉะนั้นถ้ามีการแยกตัวออกจากพื้นที่ใหญ่ ก็ต้องอยู่ได้ด้วยตนเองได้ โดยส่วนตัวก็สนับสนุนลักษณะนั้น เพราะว่าความต้องการไฟฟ้าอยู่ที่ไหน ก็ให้มีกำลังการผลิตเพียงพอ ณ จุดนั้น ซึ่งอาจะลงไปถึงไฟฟ้าชุมชน หากชุมชน อำเภอใด มีความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่มากเกิน ก็สามารถสร้างโรงไฟฟ้าสำหรับชุมชนนั้นๆให้ได้ หากจะถามว่า ต้องการใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ หรือยัง คือของเดิมเรามีถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ด้วยเหตุผลของต้นทุน ราคาการผลิตไฟฟ้าและความมั่นคง เพราะเราเห็นว่า มันมีเชื้อเพลิงปฐมภูมิสำรองไว้ ถ่านหินจัดหาได้ ก๊าซธรรมชาติสามารถจัดหาได้ จริงๆ ก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย ก็เข้าข่ายสุ่มเสี่ยง เพราะว่าเราใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าไปแล้ว จริงๆ แล้วการออกแบบที่ดี จะต้องเป็นการผสมผสานเชื้อเพลิง เพราะฉะนั้นถ้าเชื้อเพลิงบางชนิดขาดไปในบางช่วงเวลา เราก็สามารถใช้เชื้อเพลิงอื่นเข้ามาทดแทนได้ แต่ของบ้านเรา ก็ได้แค่ถ่านหิน น้ำ ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก โดยมีก๊าซธรรมชาติถึง 70% น้ำมันปกติจะไม่ใช้ เพราะต้นทุนการผลิตแพงมากๆ จะนำมาใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ดังนั้น เพื่อความมั่นคงและความหลากหลายของการใช้เชื้อเพลิง ถามว่าตัวเลือกอื่นๆ คืออะไร ก็สามารถตอบได้ว่า นิวเคลียร์ ข้อดีของนิวเคลียร์ก็คือ จะใช้ต้นทุนราคาผลิตต่อหน่วยจะต่ำระดับเดียวกับถ่านหินเลย ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะตอบโจทย์ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย แต่อย่างไรก็ดี วิกฤติฟูกูชิมา ได้ทำให้ทั้งโลกตระหนักว่า มีช่องโหว่ของการจัดการปัญหานิวเคลียร์ หากเราจะเอาเหตุการณ์ฟูกูชิมาเทียบเคียงกัน เราก็จะพบว่า มีผลทั้งในส่วนของต้นทุนไม่สูงเกินไป ไม่เกิดสภาวะเรือนกระจก เพราะไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ก็มีโอกาสเกิดเหตุการณ์ฟูกูชิมาได้อีก แต่น้อยมาก ซึ่งก็จะเห็นว่าการจัดการกับปัญหาเกิดขึ้นได้ยากมาก และสำหรับในประเทศไทยมีโจทย์หลัก คือ เรื่องสถานที่ตั้ง การสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน ต่อมาก็คือเรื่องของพลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ซึ่งตอนนี้กระทรวงพลังงานได้มีนโยบายออกมาแล้ว


Q : พลังงานธรรมชาติอาจใช้ต่อได้อีกกี่ปี
A : แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของไทยมี 2 ที่ คือ อ่าวไทย และภาคตะวันตก หากอ่าวไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการต่ออายุสัมปทาน คาดว่า ใช้ไม่เกินอัตรานี้ 15 ปีก็จะหมด หมดในที่นี้คือหมดเกลี้ยง เพราะฉะนั้นเราจะรอให้ถึงวันนี้มั้ย เราก็ไม่รอ เพราะปตท.เริ่มนำเข้า LNG แล้ว มีท่าจอดเรือ LNG อยู่ที่มาบตาพุด และการที่จะส่งก๊าซธรรมชาติทางเรือได้ ต้องอัดให้เป็นของเหลวก่อน แล้วเข้าสู่กระบวนการทำให้เป็นแก๊สก่อน แล้วจึงค่อยส่งตามท่อ ส่วนภาคตะวันตก เป็นส่วนที่มีการประสานงานกับประเทศพม่า อย่างที่เราเห็นชัดเจน และพม่าก็เป็นตัวแปรที่มีความไม่แน่นอน เพราะประเทศพม่ากำลังเปิดออก และสิ่งแรกที่พม่าต้องทำ คือ การลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า สาธารณูปโภค และพม่ายังอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับจีนและอินเดีย

Q : หลังจากที่ก๊าซธรรมชาติอาจจะต้องหมดไปจากอ่าวไทย โอกาสที่จะเกิด blackout จะถี่ขึ้นรึเปล่า
A : เราคงไม่ควรรอให้เกิดลักษณะแบบนั้น เราก็ควรจะต้องสำรวจแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติม นอกจากอ่าวไทย แต่เราก็ยังมี LNG ทดแทนด้วย แต่ที่สำคัญมีราคาแพงกว่าที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน และในแง่ของการประกันความเสี่ยง จริงๆ แล้วตามแผนจะต้องมีการลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า จาก 70 ความจริงอยากให้เหลือประมาณแค่ 40% แล้วก็มองหาทางเลือกอื่นก็คือ ถ่านหิน ก็ต้องดูอีกว่า ตำแหน่งอยู่ตรงไหน เทคโนโลยีเป็นอย่างไร โลจิสติกส์ การจัดเก็บถ่านหินอีก ควรจะช่วยๆ กันคิด เพราะหากมีการนำถ่านหินเข้ามาได้ ในแง่ของความมั่นคง หรือต้นทุนการผลิตไฟฟ้าก็จะเป็นเรื่องดี ถึงแม้จะนำถ่านหินเข้ามาได้ แต่เราก็ต้องใส่เรื่องของพลังงานหมุนเวียนเข้ามาอีก ในช่วงแรกก็อาจจะต้องมีการลงทุนเทคโนโลยี

Q : แปลว่าโอกาสที่ไฟในประเทศจะดับ มีง่ายขึ้น เร็วขึ้นมั้ย
A : มีความเสี่ยงสูงขึ้น ถ้าเรายังคงสัดส่วนการใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้า 70% และยังไม่มีทางเลือกอื่นที่จะจัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้า ก็จะเกิดความเสี่ยงที่ไฟฟ้าจะดับมากขึ้นกว่านี้แน่นอน
 
 
ที่มา :
 www.thairath.co.th