ผู้เขียน หัวข้อ: ธปท.-เอกชนตั้งรับ"ช็อกการเมือง" หวั่น"นิรโทษฯ"ลากเศรษฐกิจไทยเข้าซอยตัน  (อ่าน 386 ครั้ง)

ออฟไลน์ nongpoint

  • medtech ปี เอก
  • ******
  • กระทู้: 1204
    • อีเมล์



   
ธปท.-เอกชนตั้งรับ"ช็อกการเมือง" หวั่น"นิรโทษฯ"ลากเศรษฐกิจไทยเข้าซอยตัน
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:11:54 PM »
 
 
หลังจากสภาผู้แทนได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ “สุดซอย” วาระ 3 ในตอนย่ำรุ่งของวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา อุณหภูมิทางการเมืองก็ร้อนระอุขึ้นมาทันที และมีผลต่อเนื่องถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

โดยได้กดดันจิตวิทยาการลงทุนในตลาดหุ้นไทย นักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอการลงทุน ขณะที่นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศฉวยโอกาสขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้ดัชนีมาปิดทำการที่ระดับ 1,429.08 จุด ลดลง 13.80 จุด

ขณะที่มีมูลค่าการซื้อขายยังคงเบาบาง เพียง 28,714.08 ล้านบาท ต่างชาติ 1,771 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาขายสุทธิหุ้นไทยชัดเจนขึ้นในช่วงนี้ หลังการเมืองเริ่มส่อเค้ายืดเยื้อบานปลาย ขณะที่การสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าปัจจัยการเมืองเข้ามากระทบต่อตลาด หุ้นในช่วงสั้นทำให้นักลงทุนวิตกกังวลและเทขายหุ้น จากนี้จึงต้องติดตามสถานการณ์การชุมนุมว่าจะมีความรุนแรง ยืดเยื้อและบานปลายแค่ไหน โดยสิ่งที่กังวลมากที่สุดคือ ปัญหาการเมืองจะทำให้การลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนตาม พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นความหวังว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศจะล่าช้าออกไป

ธปท.เตรียมเครื่องมือพร้อมช็อกการเมือง

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ผ่านวาระ 3 ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ ในสายตานักลงทุนแล้วไม่ได้เป็นเรื่องแย่ทั้งหมด เพราะอย่างน้อยในแง่ดีสังคมไทยก็มีสัญญาณว่าไม่ได้เชื่ออย่างไม่มีเหตุผล เพราะเห็นได้จากกลุ่มคนที่เคยสนับสนุนรัฐบาลหลายกลุ่มออกมาคัดค้านรัฐบาลในกรณีนี้ แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยยังใช้เหตุผลในการพิจารณา หากอะไรมีเหตุมีผลก็สนับสนุน แต่หากเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ออกมาคัดค้าน ซึ่งกรณีนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังไม่ได้มองภาพประเทศไทยเลวร้ายและขณะนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์สิ้นหวัง แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในสัปดาห์หน้านี้ ความขัดแย้งทางการเมืองอาจจะรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลว่าจะบริหารงานท่ามกลางความคิดต่างนี้อย่างไร

โดยในฐานะ ธปท.เป็นหน่วยงานที่ดูแลภาวะเศรษฐกิจประเทศ ในสถานการณ์ที่อาจจะสร้างความไม่เชื่อมั่น ธปท.ได้เตรียมพร้อมเครื่องมือทางการเงินเพื่อรองรับความผันผวนทุกทางเพื่อดูแลประเทศชาติให้ปลอดภัยจากช็อกในระยะสั้นๆ นี้ รวมทั้งพร้อมที่จะปรับนโยบายการเงิน หากเกิดผลกระทบมากขึ้นต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะยาว

เอกชนมึนนิรโทษฯชาติถึงทางตัน

ขณะที่นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า คนไทยทุกคนก็ห่วงกรณีดังกล่าวว่าจะทำให้ประเทศไทยถึงทางตัน เพราะขณะนี้การเมืองมาถึงยุคที่ทุกพรรคไม่เชื่อมั่นระบบรัฐสภา ทุกพรรคก็มีธงของตนเองไม่ประนีประนอม ปฏิเสธระบบนิติรัฐ และการแก้กฎหมายหรือการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็เพื่อผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งทำให้นโยบายปรองดอง การปรองดองเดินมาถึงทางตัน ที่ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนับจากนี้ไป

“ผมมองว่า พ.ร.บ.นิรโทษฯฉบับสุดซอยได้เดินมาถึงทางตันแล้ว ซึ่งจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจของไทยที่อยู่ในภาวะเปราะบางไม่สามารถฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จะเป็นธุรกิจแรกที่จะได้รับผลกระทบ เพราะมีสภาพคล่องน้อยกว่าธุรกิจกลุ่มอื่นๆ จึงอยากให้รัฐบาลมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าจะยุ่งวุ่นวายกับการแก้กฎหมาย เพราะ 7 ปีที่ผ่านมา ประเทศชาติบอบช้ำมามากพอแล้ว แต่หัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ถือว่า ทุกฝ่ายจะไม่มีใครยอมใครเพราะเข้าสู่ภาวะหลังพิงฝากันหมดแล้ว”

นายธนิต กล่าวว่า ตนขอชี้ให้เห็นถึงสัญญาณที่เกิดขึ้นและถือเป็นการเตือนให้ทุกฝ่ายในขณะนี้ก็คือ ในปีนี้นักศึกษาจบใหม่ตกงานรวมกัน 120,000 คน ถือว่ายังไม่สูงมากนัก แต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเริ่มอยู่ในภาวะวิกฤติ เพราะหากการเมืองวุ่นวาย เศรษฐกิจทรุดตัวก็จะส่งผลมาต่อเนื่องให้การจ้างงานใหม่ลดลง และจากการสอบถามสมาชิก ส.อ.ท.ก็พบว่าส่วนใหญ่ในรอบ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีการรับพนักงานใหม่ รวมทั้งไม่มีการทำงานล่วงเวลา (โอที)

ไทยฆ่ากัน–ปิดสนามบินท่องเที่ยวพังยับ

นายเจริญ วังนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า กรณีดังกล่าวคงจะทำให้สถานการณ์ความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการผ่าน พ.ร.บ.แบบรวบรัดเร่งรีบ คนในสังคมยังไม่เข้าใจ และที่บอกว่าเนื้อหา พ.ร.บ.นี้จะทำให้เกิดความปรองดองนั้น ความจริงต้องให้ปรองดองทุกวิถีทาง ทั้งในเรื่องของเวลาและการทำให้คนเห็นด้วยมากที่สุด แต่สิ่งที่ทำเป็นเหมือนข่มขืนกัน ส่วนผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวยังคาดได้ไม่มากนัก เพราะจุดเดือดของประเทศไทยเคยเกิดขึ้นมา 2-3 รอบ ครั้งนี้อาจจะยังไม่พัฒนาไปถึงจุดนั้น แต่กรณีคนไทยฆ่ากันเองกลางเมือง การปิดสนามบินนานาชาติ หรือการล้มประชุมอาเซียนซัมมิท ซึ่ง 3 เรื่องใหญ่เป็นบทเรียนให้อย่าทำอีก

ด้านนายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่าภาคท่องเที่ยวต่างจับตาสถานการณ์การเมืองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้ เพราะจากกระแสสังคม และโลกออนไลน์ส่วนใหญ่ต่างแสดงความเห็นไม่พอใจต่อการใช้เสียงข้างมากผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และอาจไปร่วมชุมนุมมากขึ้น โดยหากเกิดเหตุการณ์บานปลายและเจ้าหน้าที่รัฐคุมสถานการณ์ไม่ได้ และภาพข่าวถูกรายงานไปต่างประเทศ เชื่อว่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยวช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ไปจนถึงต้นเดือน ม.ค.แน่นอน และการฟื้นตัวก็ไม่ใช่แค่วันสองวันแต่อย่างต่ำ 9-10 เดือน ทั้งนี้ หากไม่มีเหตุรุนแรง อัตราการจองห้องพักเฉลี่ยทั่วประเทศทั้งปีคาดว่าอยู่ที่ 75%

ขณะที่นายสุเมธ สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ (ไทย) กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองตอนนี้ ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวรวมถึงกลุ่มประชุมสัมมนา (ไมซ์) ซึ่งเป็นการเดินทางเชิงธุรกิจทันที หากประเทศอื่นๆ ออกประกาศเตือนการเดินทางเรื่องการมาเยือนไทย พลเมืองประเทศดังกล่าวก็จะยับยั้งการเดินทางเข้ามาแน่นอน ซึ่งจะส่งผลเสียให้ประเทศไทยตกอันดับลงไปสู่ระดับจุดหมายปลายทางระดับล่างๆ ซ้ำรอยกับปัญหาการเมืองในช่วง 4-6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจนถึงปัจจุบันธุรกิจไมซ์ก็ยังไม่ฟื้นตัวถึงร้อยเปอร์เซ็นต์

ชี้ “รุนแรง” จีดีพีหด 0.5%

นายสมประวิณ มันประเสิรฐ รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในขณะนี้น่าจะมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในขณะนี้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่เปราะบาง และกรณีนี้อาจจะทำให้การใช้จ่าย และการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจไทยล่าช้าไปอีก ในขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ก็ลดลงต่อเนื่องจากการเมืองไทยที่มีปัญหามายาวนาน ซึ่งเท่าที่ประเมินขณะนี้ หากการเมืองรุนแรงมาก เช่นมีเหตุการณ์นองเลือด จะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย 0.5% หากยืดเยื้อแต่ไม่รุนแรงจะกระทบประมาณ 0.2%.

 
ที่มา :
 www.thairath.co.th