
เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายพงษ์พันธ์ ต๊ะถา นายกเทศมนตรี ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ว่าได้มีชาวบ้านพบซากโครงกระดูกสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะแปลกประหลาดโดยไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ชนิดใด รวมทั้งยังมีลักษณะแข็งเป็นหินสีดำคล้ายซากฟอสซิลที่พบเห็นในสารคดีไดโนเสาร์ด้วย จึงได้เข้าพื้นที่ทีมงานบริหารเทศบาลและกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน พบว่าชาวบ้านได้นำซากดังกล่าวเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 155 บ้านทรายมูล ม.8 ต. แม่ยาว ของนายขจร ปัญญาโก อายุ 45 ปี เนื่องจากนายขจรเป็นผู้ค้นพบโครงกระดูกสัตว์ดังกล่าวเป็นคนแรก
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าเมื่อนายขจรได้นำออกมาวางไว้ที่แคร่หน้าบ้านพบว่ามีเป็นโครงกระดูกแต่จับตัวเป็นของแข็งคล้ายหินสีดำรวมทั้งหมดจำนวน 14 ชิ้นมีทั้งชิ้นใหญ่และเล็ก โดยมีชิ้นที่ไม่เหมือนกันำจำนวน 8 ชิ้นและอีก 6 ชิ้นมีลักษณะเหมือนกันโดยมีลักษณะเหมือนคลีบหรือกรีบดอกไม้ขนาดใหญ่ ส่วนชิ้นที่ใหญ่ที่สุดมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นส่วนคล้ายฟันสัตว์เป็นซี่ๆ ติดกัน ที่เหลือเป็นก้อนซึ่งไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นอวัยวะส่วนใด
นายขจร กล่าวว่าได้พบโครงกระดูกนี้โดยบังเอิญในที่นาของตนขณะที่กำลังไถนาอยู่ตามปกติ แต่รถไถนาเกิดติดหล่มจึงได้ใช้จอบลงไปขุดดินขึ้นเพื่อพยายามจะเอารถไถนาออกจากหล่มแต่เมื่อขุดลงไปได้ประมาณ 50 ซ.ม.ก็ได้พบกับกระดูกซึ่งช่วงแรกก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะคิดว่าเป็นกระดูกสัตว์ทั่วไปแต่เมื่อขุดลงไปเรื่อยๆ ก็พบชิ้นส่วนเพิ่มเติมโดยมีสภาพแข็งจนเป็นหิน จึงรู้สึกแปลกใจเพราะไม่เคยพบเจอมาก่อนจึงได้นำมาที่บ้าน และแจ้งไปทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและทางเทศบาลเข้าตรวจสอบดังกล่าว
ด้านนายเดช จิ่งมาดา กำนัน .แม่ยาวบอกว่าเท่าที่ดูไม่เคยพบเห็นกระดูกสัตว์แบบนี้มาก่อนและคิดว่าน่าจะเป็นสัตว์กินพืชชนิดหนึ่งในยุคดึกดำบรรพ์เพราะแข็งจนกลายเป็นหินเหมือนฟอสซิลแล้ว แต่เท่าที่สังเกตุจากลักษณะพบชิ้นใหญ่สุดมีฟันที่ซี่ใหญ่ผิดปกติและเกล็ดที่มีลักษณะแข็งและใหญ่เมื่อยกขึ้นดูจะรู้สึกหนักมากจึงไม่น่าจะเป็นสัตว์ในยุคปัจุบันอย่างแน่นอน
นายพงษ์พันธ์ ต๊ะถา นายกเทศมนตรี ต.แม่ยาว กล่าวว่าทางเทศบาลจะได้ร่วมกับชาวบ้านเก็บรักษาเอาไว้และได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าไปตรวจสอบต่อไปแล้ว เพราะคิดว่าถ้ามีผู้เชี่ยวชาญได้เข้ามาร่วมขุดค้นและตรวจสอบก็จะทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นสัตว์ชนิดใด หากพบว่าเป็นซากฟอสซิลสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์จริงก็ถือเป็นสิ่งล้ำค่าที่พบขึ้นครั้งแรกในบริเวณนี้ จะได้ส่งเสริมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ต่อไป


บันทึกการเข้า