ผู้เขียน หัวข้อ: ซีเอ็นเอ็นฟันธง2นักบินจี้โบอิ้งเอง ชี้มีปมแค้นคดี อันวาร์ เครื่องบินอาจยังไม่ตก  (อ่าน 384 ครั้ง)

ออฟไลน์ beebee

  • medtech ปี เอก
  • ******
  • กระทู้: 1550
    • อีเมล์



สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นเผย ผลสอบปมเครื่องโบอิ้งเที่ยวบินเอ็มเอช 370? จี้โบอิ้งเองสูญหาย พุ่งเป้าไปที่ 2 นักบินประจำเครื่อง อยู่เบื้องหลังการขาดการติดต่อกับหอบังคับการ จนนำไปสู่การสูญหายที่ยังไม่พบร่องรอยจนบัดนี้ ทางการมาเลเซียเร่งสอบประวัติผู้โดยสาร-ลูกเรือ 239 ชีวิตคลี่ปริศนา ด้านกองทัพเรือเผยได้รับการประสานจากมาเลย์ให้ค้นหาต่อทางด้านทะเลฝั่ง อันดามัน ใช้ฮ.รวม 2 ลำปฏิบัติภารกิจและเรือหลวงสำรองอีก 1 ลำ



เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ซีเอ็นเอ็นรายงานความคืบหน้ากรณีเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 อีอาร์ เที่ยวบินเอ็มเอช 370 สายการบินมาเลเซียแอร์ไลนส์ ซึ่งขาดการติดต่อระหว่างเดินทางจากสนามบินนานาชาติกรุงกัวลาลัมเปอร์ของ มาเลเซียไปยังสนามบินนานาชาติ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และหายสาบสูญตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค.ว่า สำนักงานหน่วยข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐอเมริกา พุ่งประเด็นไปที่นักบินและผู้ช่วยนักบินว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการขาดการ ติดต่อกับหอบังคับการจนนำไปสู่การสูญหายที่ยังไม่พบร่องรอย



สำหรับการเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียเข้าตรวจค้นบ้าน พักของนายซาฮารี อาเหม็ด ชาห์ วัย 53 ปี นักบินหลัก และนายฟาริก อับฮามิด วัย 27 นักบินผู้ช่วยของเที่ยวบินดังกล่าว ซึ่งนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก ผู้นำมาเลเซีย แถลงเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลซึ่งอยู่บน เครื่องบิน โดยจะเร่งตรวจสอบประวัติทั้งลูกเรือและผู้โดยสารรวม 239 คน ว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ แต่หน่วยข่าวกรองมาเลเซียยังคงไม่ตัดประเด็นการจี้เครื่องบิน และอุบัติเหตุ



นายกรัฐมนตรีราซัก กล่าวว่า ระบบเรดาร์ของกองทัพตรวจพบสัญญาณของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 บินกลับมายังแหลมมลายู และเชื่อว่าอาจมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือสู่อ่าวเบงกอล หรือทางตะวันตกเฉียงใต้สู่มหาสมุทรอินเดีย ทั้งยังพบหลักฐานชัดเจนว่า มีบางคนกระทำการบางอย่างภายในเครื่องบิน ซึ่งทางการมาเลเซียแถลงยอมรับแล้วว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่อุบัติเหตุ และแม้สื่อมวลชนจะรายงานว่าเครื่องบินถูกจี้ แต่ทีมสอบสวนจะพุ่งประเด็นไปยังสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินเดินทางออกนอกเส้น ทาง



นายราซักยังกล่าวอีกว่า ข้อมูลจากสัญญาณดาวเทียมระบุว่า มีบางคนปิดระบบสื่อสารรายงานพิกัดเครื่องบิน หรือระบบ เอซีเออาร์เอส ก่อนเครื่องจะบินเข้าสู่ชายฝั่งตะวันออกของแหลมมลายู ใกล้ชายแดนน่านน้ำมาเลเซียและเวียดนาม



ด้านแหล่งข่าวใกล้ ชิดกับทีมสอบสวนมาเลเซียให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นว่า ตำรวจได้นำกำลังเข้าบุกค้นบ้านพักของนายชาห์ในเมืองชาห์อลาม เมืองเอกของรัฐสลังงอร์ ชานกรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่ไม่ได้ระบุว่า พบหลักฐานหรือข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ เช่นเดียวกับการตรวจค้นบ้านพักของนายฮามิด ซึ่งเจ้าหน้าที่พบถุงใส่ของขนาดเล็กจำนวนมาก แต่ไม่มีการแถลงข่าวว่าเป็นถุงบรรจุสิ่งใด และมีความเกี่ยวข้องกับคดีด้วยหรือไม่



เจ้าหน้าที่ตำรวจ ระดับสูงของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า ทีมสอบสวนสหรัฐ อเมริกากำลังรวบรวมข้อมูลนักบินและนักบินผู้ช่วยของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 เพื่อสอบสวนถึงความสาเหตุและแรงจูงใจที่เป็นไปได้ในการนำเครื่องบินออกนอก เส้นทาง โดยทางการสหรัฐได้ระบุก่อนหน้านี้ว่าพบสัญญาณของเครื่องบินในมหาสมุทร อินเดีย ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าบินออกนอกเส้นทางจนน้ำมันหมด และตกลงสู่ทะเลในบริเวณดังกล่าว



ด้านสำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานว่า กระทรวงต่างประเทศจีนตำหนิรัฐบาลมาเลเซียต่อความไม่พยายามในการค้นหาเครื่อง บิน และการปกปิดข้อมูล โดยระบุว่าวันนี้คือวันที่ 8 ที่เอ็มเอช 370 สูญหาย และยังไม่มีการพบเครื่องบินแต่อย่างใด พร้อมเรียกร้องให้มาเลเซียเปิดเผยข้อมูลความ คืบหน้าของเที่ยวบินดังกล่าวในทันที ขณะที่บทความบรรณาธิการกล่าวประณามมาเลเซียว่า "การไร้ซึ่งข้อมูลใดๆ จากทางการมาเลเซีย ทำให้ความพยายาม ดูเหมือนการกระทำที่สูญเปล่า และกระแสข่าวลือจำนวนมากที่ได้รับ ทำให้ครอบครัวของผู้โดยสารที่ยังรอคำตอบต้องอยู่ในภาวะจิตตก"



ขณะ ที่มาเลเซียแอร์ไลนส์ตอบโต้ถึงสาเหตุที่สายการบินไม่ชี้แจงข้อมูล เพราะการอ้างอิงด้วยข้อมูลจากสัญญาณดาวเทียมดิบจะต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ และวิเคราะห์ ก่อนจะแถลงสู่สาธารณชนได้ ทั้งนี้ ทีมค้นหาระหว่างประเทศซึ่งเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่สัปดาห์ก่อนนนั้น ล่าสุดมี 14 ประเทศเข้าร่วม พร้อมด้วยเครื่องบิน 58 ลำ และเรือ 43 ลำ ยังคงเดินหน้าค้นหาซากเครื่องบิน รวมถึงหลักฐานที่อาจเกี่ยวข้องกับการสูญหายดังกล่าว



อย่างไร ก็ตาม เอเอฟพีระบุว่า ทีมค้นหาของรัฐบาลอินเดียประกาศยุติการค้นหาบริเวณหมู่เกาะอันดามันและ นิโคบาร์ในอ่าวเบงกอล เพื่อรอข้อมูลจากทางการมาเลเซียซึ่งจะแถลงข่าวความคืบหน้าเพิ่มเติมในช่วง บ่ายวันที่ 16 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น หลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยและกำลังทหารของอินเดียไม่พบชิ้นส่วนใดๆ ในบริเวณดังกล่าว



ด้านสำนักข่าวเอพีรายงานแถลงการณ์ของ รัฐบาลมาเลเซียซึ่งระบุว่า หลังจากทีมสอบสวนเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายซาฮารี อาเหม็ด ชาห์ นักบินของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 พบว่ามีอุปกรณ์ฝึกบิน ซึ่งนายชาห์สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ 3 เครื่องติดตั้งอยู่ภายในบ้าน และก่อนหน้านี้เคยถ่ายรูปอุปกรณ์โพสต์บนอินเตอร์เน็ต แต่มาเลเซียแอร์ไลนส์ระบุว่า การค้นพบดังกล่าวไม่ใช่เหตุน่าสงสัย เนื่องจากเป็นกรณีปกติที่นักบินจะมีเครื่องฝึกบินสำหรับฝึกซ้อมที่บ้าน



นอก จากนี้ ตำรวจยังได้สอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิศวกรเครื่องบินซึ่งมีรายงานว่า ทำการติดต่อกับเครื่องบินก่อนจะออกจากสนามบินนานาชาติกรุงกัวลาลัมเปอร์ไม่ นาน สำหรับทีมค้นหาระหว่างประเทศจากเดิม 14 ประเทศ เป็น 25 ประเทศแล้วในขณะนี้



เว็บไซต์เดลี่เมล์ของอังกฤษระบุจากการ ตรวจสอบประวัตินายซาฮารี อาเหม็ด ชาห์ นักบินของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ของเจ้าหน้าที่มาเลเซียว่า นายซาฮารีเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้สนับสนุนนายอันวาร์ อิบราฮิม หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ตำรวจสันนิษฐานว่าก่อนที่นายซาฮารีจะขึ้นบังคับเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 เข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีของนายอันวาร์ในข้อหาเสพสังวาสผิดธรรมชาติกับ ผู้ชายตั้งแต่ปี 2551 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า นายอันวาร์มีความผิดจริง แต่จำเลยยื่นอุทธรณ์โทษพร้อมยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหา ซึ่งผู้สนับสนุนนายอันวาร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าคำตัดสินดังกล่าวเป็นเกมการเมือง เนื่องจากนายอันวาร์ลงสมัครเป็นส.ส.รัฐสลังงอร์ ซึ่งเลือกตั้งในวันที่ 23 มี.ค.นี้



แหล่งข่าวตำรวจยืนยันว่า นายซาฮารีเป็นแกนนำสนับสนุนนายอันวาร์มาโดยตลอด และเกรงว่าคำตัดสินของศาลอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เครื่องบินหาย สาบสูญ เพราะเกิดขึ้นก่อนที่นายซาฮารีจะบังคับเครื่องบินออกจากสนามบินนานาติ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพียง 7 ชั่วโมง



ขณะที่ทีมสอบสวนซึ่ง เข้าตรวจค้นบ้านพักของนายซาฮารีพบว่า มีอุปกรณ์ฝึกบินซึ่งนายซาฮารีสร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ 3 เครื่องติดตั้งอยู่ภายในบ้าน และ ก่อนหน้านี้เคยถ่ายรูปอุปกรณ์โพสต์บนอินเตอร์เน็ต แต่มาเลเซียแอร์ไลนส์ระบุว่า การค้นพบดังกล่าวไม่ใช่เหตุน่าสงสัย เนื่องจากเป็นกรณีปกติที่นักบินจะมีเครื่องฝึกบินสำหรับฝึกซ้อมที่บ้าน นอกจากนี้ ตำรวจยังได้สอบสวนคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป 2 เครื่องที่พบจากในบ้านของนายซาฮารีก่อนหน้านี้ เครื่องหนึ่งเป็นข้อมูลจากอุปกรณ์ฝึกบิน อีกเครื่องเป็นข้อมูลทั่วไป แต่กลับไม่พบแล็ปท็อปส่วนตัวที่นายซาฮารีใช้ประจำ ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่านายซาฮารีจะนำติดตัวเข้าไปในห้องบังคับการบินในวัน เกิดเหตุด้วย



ด้านตำรวจมาเลเซียพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนัก งานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา หรือ เอฟบีไอ ยังคงเดินหน้าสอบสวนประวัติของนายซาฮารี และนายฟาริก นักบินผู้ช่วย โดยมุ่งประเด็นทางการเมืองและศาสนา ซึ่งเพื่อนร่วมงานของนายซาฮารีให้การว่านายซาฮารีเป็นที่รู้จักในกลุ่ม พนักงานบริษัทว่าเป็นนักเคลื่อนไหว และให้การสนับสนุนนายอันวาร์อย่างจริงจัง เพื่อนร่วมงานอีกคนระบุว่า นายซาฮารีคลั่งการเมืองอย่างมาก และกล่าวว่ามีแผนจะเดินทางไปให้กำลังใจนายอันวาร์ในการพิจารณาคดีเมื่อวัน ที่ 7 มี.ค. ก่อนจะมาทำงานในวันที่ 8 มี.ค. อย่างไรก็ตาม ทางการไม่ยืนยันว่านายซาฮารีเข้าฟังการไต่สวนคดีของนายอันวาร์จริงตามที่ เป็นกระแสข่าว



เบื้องต้นทางการมาเลเซียไม่ได้พุ่งประเด็น ความสงสัยมายังนายซาฮารีและนายฟาริก แต่จากหลักฐานของเครื่องส่งสัญญาณที่ถูกปลดการใช้งานและการเปลี่ยนเส้นทาง การบินทำให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานความเป็นไปได้เพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดจากนายซาฮารีและนายฟาริก เพราะหากเครื่องถูกจี้ก็ควรส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากห้องนักบิน



นาย นาจิบกล่าวเช่นกันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดขึ้นจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งภาย ในเครื่องบิน ซึ่งข้อมูลดาวเทียมของเรดาร์ทางการทหารทำให้พบว่าสัญญาณสุดท้ายของเที่ยวบิน เอ็มเอช 370 ที่ตรวจจับได้อยู่ระหว่างชายแดนตอนเหนือของคาซัคสถานและเติร์กเมนิสถาน เรื่อยมาถึงทางตอนเหนือของไทย ไปบรรจบทางใต้ของอินโดนีเซียจนถึงทางใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ด้านเจ้าหน้าที่เอฟบีไอวิเคราะห์ว่าการสูญหายของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 อาจเป็นการกระทำในลักษณะสลัดอากาศ ซึ่งผู้โดยสารและลูกเรืออาจถูกกักตัวไว้ในสถานที่ที่ยังตรวจไม่พบ



ขณะ ที่นายเจมส์ เฮลี-แพรต ทนายความด้านการบินกล่าวว่า มาเลเซียแอร์ไลนส์ปฏิเสธที่จะซื้อระบบบริหารจัดการความปลอดภัยของเครื่องบิน จากบริษัทโบอิ้ง ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบเครื่องบินแบบเวลาจริง และสามารถส่งสัญญาณเตือนหากมีปัญหาเกิดขึ้นโดยไม่ต้องรอการค้นหากล่องดำ เพื่อวิเคราะห์สาเหตุ ซึ่งนายเฮ-แพรตระบุหวังว่ากล่องดำของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 จะไม่ถูกปลดระบบเช่นเดียวกับเครื่องส่งสัญญาณ เนื่องจากถ้ามีการปลดการใช้งานกล่องดำก็จะไม่บันทึกข้อมูลเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นบนเครื่องให้สอบสวนต่อได้



วันเดียวกัน พล.ร.อ.ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ เสนาธิการทหารเรือ เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือได้สั่งการให้กองเรือภาค 3 ออกค้นหาเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 สายการบินมาเลเซียแอร์ไลนส์ เที่ยวบินเอ็มเอช 370 ในพื้นที่อันดามันอีกครั้งในวันเดียวกันนี้ เนื่องจากมาเลเซียเพิ่งประสานมายังกองทัพเรือไทย เมื่อค่ำวันเสาร์ หลังจากกำลังจะยุติการค้นหาชั่วคราว



สำหรับการค้นหานั้น จะใช้เครื่องบินดอร์เนียร์ ดีโอ 228 ขึ้นบินลาดตระเวนในทะเลอันดามัน ห่างจากชายฝั่งภูเก็ตออกไปราว 50 ไมล์ทะเล โดยทร.อาจใช้เฮลิคอปเตอร์ซูเปอร์ลิงซ์เสริม โดยเน้นการใช้อากาศยาน เพราะเห็นได้ไกลกว่าและลึกกว่า ส่วนเรือหลวงปัตตานีก็เตรียมพร้อมที่จะออกไปสนับสนุน หากพบร่องรอย และต้องค้นในพื้นที่ที่แคบลงโดยเตรียมเรือหลวงคำรณสินธุ์ ของทัพเรือภาค 3 ไว้สำรอง ขณะที่ฝั่งอ่าวไทยก็เตรียมพร้อมในการค้นหาอีกครั้งเช่นเดียวกันหากทางการ มาเลเซียร้องขอมา



เสธ.ทร.กล่าวว่ากองทัพเรือจัดตั้งศูนย์ ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานที่ประสบภัยที่ทัพเรือภาคที่ 3 โดยใช้เรือหลวงปัตตานี มีกำลังพลประจำเรือ จำนวน 84 นาย เฮลิคอปเตอร์แบบซูเปอร์ลิงซ์-300 จำนวน 1 เครื่อง กำลังพล จำนวน 12 นาย และชุดปฏิบัติการพิเศษของหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ และชุดประดาน้ำ กำลังพล จำนวน 9 นาย เจ้าหน้าที่ชุดแพทย์พยาบาล จำนวน 3 นาย และ เครื่องบินลาดตระเวนดอร์เนียร์ ดีโอ 228 บินลาดตระเวนค้นหาทางอากาศ ทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา



ด้าน พล.อ.ท.มณฑล สัฌชุกร โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ระบบเรดาร์ของกองทัพอากาศไม่มีข้อมูลการตรวจพบเครื่องบินลำดังกล่าวตามที่ ทางการมาเลเซียระบุว่าได้เปลี่ยนเส้นทาง การบินและบินผ่านทางตอนเหนือของประเทศไทยไปทางแนวชายแดนประเทศ คาซัคสถาน ซึ่งข้อมูลในระบบเรดาร์ของกองทัพอากาศ ที่ตั้งอยู่ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตรวจพบวันที่เครื่องบินขึ้นออกจากสนามบิน กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และที่ผ่านมาได้ส่งข้อมูลให้กับทางการมาเลเซียได้รับทราบแล้ว



"สาเหตุ ที่ระบบเรดาร์ของกองทัพอากาศตรวจไม่พบนั้น ต้องถามกลับว่าเครื่องบิน ลำดังกล่าวบินเข้ามาในเขตพื้นที่เรดาร์ของไทยจริงหรือไม่ หากผ่านเข้ามาจริงระบบเรดาร์ที่มีตลอด 24 ชั่วโมง จะต้องตรวจพบอย่างแน่นอน เพราะวิทยุการบินต้องแจ้งกองทัพอากาศว่ามีเครื่องบินที่ไม่ได้รับการอนุญาต ให้บินผ่าน หรือเป็นเครื่องบินแปลกปลอมเข้ามา กองทัพอากาศจะเข้าสู่ระบบการบินสกัดกั้นที่เชื่อมโยงกันกับแต่ละกองบิน ที่มีเครื่องบินรบอยู่พร้อมขึ้นบินได้ทันที" โฆษกกองทัพอากาศ กล่าว



พล.อ.ท. มณฑลกล่าวว่าขณะนี้ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่าเครื่องบินลำดังกล่าวได้บิน ผ่านประเทศไทยหรือไม่ เพราะหากบินนอกเขตประเทศไทย ระบบเรดาร์คงไม่สามารถตรวจจับได้ ซึ่งข่าวที่ออกมาเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของทางการมาเลเซียเท่านั้น