ผู้เขียน หัวข้อ: พิษฝนถล่ม มอเตอร์เวย์จม  (อ่าน 1404 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 3951
    • อีเมล์
พิษฝนถล่ม มอเตอร์เวย์จม
« เมื่อ: กันยายน 16, 2015, 10:50:32 am »


ครึ่งคันรถ หลายแห่ง ทะลักอ่วม

ฝนถล่มหนักทำถนนมอเตอร์เวย์กลายเป็นคลองน้ำท่วมรถ 3 คันเกือบครึ่งคัน แคมป์คนงานถูกกระแสน้ำพัดหายทั้งหลัง คนงาน 200 ชีวิตไร้ที่พัก ถนนริมแม่น้ำป่าสัก จ.สระบุรี ทรุดตัว 2 จุด ชาวบ้านผวาบ้านจะพังตามไปด้วย ที่ จ.อุบลราชธานี หมอกลงจัดทำให้เครื่องบินต้องยกเลิกเที่ยวบิน 1 เที่ยว จ.ตาก อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอด น้ำใกล้เต็ม หวั่นฝนถล่มน้ำล้นทะลักท่วมพื้นที่ธุรกิจ อ.แม่สอด จ.ภูเก็ต เรือหางยาวเก็บลอบดักปูถูกคลื่นซัดจมส่วนลูกเรือปลอดภัย “บิ๊กตู่” เป็นห่วงการเพาะปลูกฤดูแล้งหน้ามีปัญหา เกษตรกรพื้นที่ท้ายน้ำอาจต้องเปลี่ยนอาชีพ พายุดีเปรสชัน “หว่ามก๋อ” อ่อนกำลังแต่ยังส่งผลให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก

ฤทธิ์พายุ “หว่ามก๋อ” (VAMCO) ทำให้หลายภาคของประเทศมีฝนตกหนัก เกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ โดยเมื่อเวลา 00.10 น. วันที่ 16 ก.ย. นายชาคร กัญจนวัตตะ นายอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี ได้รับรายงานว่า หลังเกิดฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงสามทุ่มที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมถนนมอเตอร์เวย์ สาย 7 ตอน 5 หลัก กม.116-117 ทั้งขาเข้าและออก โดยเฉพาะบริเวณใต้สะพานต่างระดับถนนสาย 36 กระทิงลาย-ระยอง มีน้ำท่วมขังสูงประมาณ 1.20 เมตร

รถไม่สามารถผ่านได้ จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยสว่างบริบูรณ์พัทยา ไปตรวจสอบพบรถตู้โตโยต้าคอมพิวเตอร์ 1 คัน และรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ซสีขาว 2 คันไม่ทราบหมายเลขทะเบียนถูกน้ำท่วมครึ่งคัน ตำรวจทางหลวง กก.8 ทล. นำรถยกมาช่วยเคลื่อนย้ายแต่ไม่สามารถช่วยได้เพราะน้ำท่วมสูงและไหลเชี่ยว ต้องรอให้น้ำลดระดับลงก่อน นับเป็นครั้งแรกที่น้ำท่วมถนนมอเตอร์เวย์ตั้งแต่เปิดใช้มา เนื่องจากมีการจัดสวนหย่อมปิดทางน้ำ กระทั่งเวลา 04.30 น. ระดับน้ำลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติ

ต่อมานายชาคร กัญจนวัตตะ นายอำเภอบาง-ละมุงและคณะ ตรวจสอบแคมป์คนงานก่อสร้างภายในซอยจันทร์เพ็ญ หมู่ 3 ต.หนองปลาไหล ถูกกระแสน้ำพัดเสียหาย พบเพิงพักคนงานสร้างด้วยไม้และสังกะสี บนเนื้อที่ราว 2 ไร่ ถูกน้ำซัดหายไปทั้งหลังเหลือเพียงเศษซาก คนงานไทยและต่างชาติกว่า 200 ชีวิต ต้องหนีออกมาอยู่ในที่ปลอดภัยอย่างทุลักทุเล เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยานำน้ำดื่มและขนมปังแจกจ่ายให้กลุ่มคนงาน ก่อนทยอยไปพักที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านมาบบอนชั่วคราว

ตอนสายวันเดียวกัน น.ส.วนริศรา ทิพยางกูล ปลัดอำเภอศรีราชา เจ้าหน้าที่กองช่างเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ นายบรรจง แก้วมณี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.บ่อวิน ตรวจสอบถนนสายเขามะกอก-นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง เกิดทรุดตัว พบว่าถนนดังกล่าวเป็นถนน 2 เลน มีท่อระบายน้ำลอดใต้ถนน ถนนฝั่งมุ่งหน้าไปนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ทรุดตัวไปครึ่งเลน ความลึกประมาณ 1 เมตร ระยะทางยาว 10 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องนำถังน้ำมากั้น แต่รถยังสัญจรผ่านได้ จากนั้นไปตรวจสอบวัดบ่อวิน พบว่ากำแพงศิลาแลงหน้าวัดล้มพังพาบยาวกว่า 35 เมตร คาดสาเหตุดินใต้กำแพงถูกน้ำกัดเซาะทรุดตัวลง

นายอภิชาติ สุขสมบูรณ์ นายก อบต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เดินทางตรวจสอบบ้านเลขที่ 42 หมู่ 4 ต.บ้านป้อม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หลังถูกน้ำกัดเซาะตลิ่งพังจนเข้ามาถึงเสาบ้าน นางแสวง อินทร์แก้ว อายุ 71 ปี เจ้าของบ้าน เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมามีฝนตกหนักทำให้ดินริมตลิ่งอ่อนตัว อีกทั้งกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งจนพังเข้ามาถึงเสาบ้าน เกรงว่าบ้านจะพังเสียหายแจ้งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ นายอภิชาติเปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนักทำให้ตลิ่งอ่อนตัวและพังเป็นแนวยาว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะนำเสาเข็มมาปักเพื่อป้องกันตลิงพังเพิ่มเติม และจะออกสำรวจความเสียหายเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านต่อไป

วันเดียวกัน เกิดเหตุถนนคอนกรีตริมเขื่อน บริเวณหน้าวัดสมุหประดิษฐาราม หมู่ 7 ต.สวนดอกไม้ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี อยู่ริมแม่น้ำปาสักทรุดตัวลึก 2 เมตร เป็นระยะทางยาวกว่า 50 เมตร พระครูสุธีปริยัตยาทร เจ้าอาวาส เปิดเผยว่า แนวเขื่อนหน้าวัดมีความยาว 300 เมตร เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้ถนนตามแนวเขื่อนทรุดตัวและเกรงว่าจะทรุดตัวเพิ่ม นอกจากนี้พบถนนริมแม่น้ำป่าสักทรุดตัว บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 36/3 หมู่ 1 ต.เมืองเก่า อ.เสาไห้ จากการตรวจสอบพบถนนทรุดตัวกว้าง 4 เมตร จนเห็นเสาบ้าน นายชุมพร ศรีมณี อายุ 69 ปี เจ้าของบ้าน เปิดเผยว่า ถนนหน้าบ้านทรุดตัวอย่างต่อเนื่องจนรถไม่สามารถผ่านไปมาได้ ขณะเดียวกันชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง 8 หลัง ต่างหวาดผวาเกรงว่าบ้านของตนจะทรุดลงไปในแม่น้ำ นายบัญชา เชาวรินทร์ นายอำเภอเสาไห้ เปิดเผยว่า จะลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุตลิ่งทรุด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการช่วยเหลือต่อไป

ที่ จ.อุบลราชธานี เกิดฝนตกทั่วทั้งจังหวัดตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา จากอิทธิพลพายุโซนร้อน “หว่ามก๋อ” และมีหมอกลงจัดในช่วงเช้าส่งผลต่อทัศนวิสัยในการบิน ทำให้สายการบินนกแอร์ เที่ยวบิน DD9310 มีกำหนดออกจากสนามบินดอนเมืองมาลงที่ท่าอากาศยานอุบลราชธานี ในเวลา 07.10 น. ต้องยกเลิกเที่ยวบิน ซึ่งเที่ยวบินนี้มี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. เดินทางมาติดตามความคืบหน้าคดีไม้พะยูง ที่ สภ.ห้วยข่า อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี โดยเจ้าหน้าที่สายการบินแจ้งว่า เที่ยวบินดังกล่าวได้ทำการบินอีกครั้งในเวลา 09.50 น. จากสนามบินดอนเมืองมาถึงท่าอากาศยานอุบลราชธานีในเวลา 10.50 น. ขณะที่สายการบินอื่นๆต้องขึ้นลงล่าช้าจากเดิมประมาณครึ่งชั่วโมง

นอกจากนี้ ฝนที่ตกลงมายังทำให้เกิดน้ำท่วมขังถนนสายชยางกูรขาเข้าตั้งแต่บริเวณสี่แยกไฟแดงวนารมย์ไปจนถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงตลาดสดหนองบัว เขตเทศบาลนครอุบลราชธานี ระยะทางร่วม 1 กม. ระดับน้ำสูงประมาณ 30 ซม. จนรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ ทำให้รถติดขัดอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกลงมาในพื้นที่อำเภอรอบนอกส่งผลดีต่อพื้นที่การเกษตรที่กำลังได้รับผลกระทบเนื่องจากฝนทิ้งช่วง ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าวที่กำลังขาดน้ำอย่างหนัก และยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำด้วย

ที่ จ.นครราชสีมา มีฝนตกครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 32 อำเภอตั้งแต่ช่วงเช้า ชาวบ้านต่างนำภาชนะต่างๆรองน้ำฝนไว้บริโภคอย่างคึกคัก นายสิทธิโรจน์ กองแก้ว ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง กล่าวว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว ไว้ที่ประตูระบายน้ำจอหอ ข่อยงาม กันผม และติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว ไว้ที่หมู่บ้านวีไอพีและภายใน รพ.มหาราช เพื่อช่วยสูบน้ำลงลำตะคองป้องกันน้ำท่วม ส่วนน้ำในเขื่อนลำตะคอง มีน้ำใช้การได้แค่ 48 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 15 ของความจุ ฝนที่ตกช่วงนี้มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะชาวไร่ชาวนาที่รอน้ำฝนอยู่ คาดว่าพายุลูกนี้น่าจะได้น้ำลงเขื่อนประมาณ 2-3 ล้าน ลบ.ม. เป็นอย่างน้อย

ที่ จ.ตาก นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีน้ำกักเก็บทั้งสิ้น 4,414 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การได้ 614 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 6.36 เปอร์เซ็นต์ วานนี้มีน้ำไหลเข้าลดน้อยลงเหลือ 10.90 ล้าน ลบ.ม. และลดการระบายน้ำเหลือวันละ 3 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากมีฝนตกใต้เขื่อนและลุ่มเจ้าพระยามากขึ้น ด้านนายดุสิต แสงสุคนธ์ ผู้อำนวยการชลประทานตาก กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดที่รองรับน้ำจากเทือกเขาถนนธงชัย มีน้ำกักเก็บทั้งสิ้น 5.48 ล้าน ลบ.ม. ใกล้เต็มความจุที่ 5.50 ล้าน ลบ.ม. ต้องมีการระบายเต็มอัตราทั้งสองบานวันละ 353,000 ลบ.ม. ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ควบคุมไม่ให้น้ำล้นอ่างเพราะจะทำให้น้ำท่วมย่านธุรกิจใน อ.แม่สอด และให้รายงานสภาพน้ำของอ่างให้ทางอำเภอแม่สอด และเทศบาลนครแม่สอดเพื่อเตรียมรับสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ที่หอประชุมเทศบาลตำบลวังกะพี้ อ.เมืองอุตรดิตถ์ นายสมชัย กมลเทพเทวินทร์ รอง ผวจ.อุตรดิตถ์ นายสุเทพ เลิศศรีมงคล ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ต.วังกะพี้ จำนวน 200 คน ร่วมประชุมชี้แจงสถานการณ์น้ำในเขื่อนสิริกิติ์ ว่าปริมาณน้ำในอ่างอยู่ที่ 4,140.64 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำพร้อมใช้งาน 1,290.64 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับปริมาณน้ำได้อีก 5,369.36 ล้าน ลบ.ม. โดยมีแผนการปล่อยน้ำตั้งแต่วันที่ 14-20 ก.ย. วันละ 6.0 ล้าน ลบ.ม. เกษตรกรอาจต้องลดปริมาณการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังลงเพื่อป้องกันปลาขาดอากาศ หรือติดเชื้อ สำหรับกลุ่มเกษตรกรชาวนา คงจะต้องลดพื้นที่การเพาะปลูกลงหรืออาจจะงดการทำนาในฤดูกาลหน้า เนื่องจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอ

ตอนสายวันเดียวกัน พ.ต.ท.ปัญญา ชัยชนะ สว.สรน.3 กก.8 บก.รน. รับแจ้งเหตุเรือหางยาวที่ออกไปเก็บลอบดักปูบริเวณเกาะดอกไม้ ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต ถูกคลื่นซัดและล่มบริเวณหัวเกาะตะเภา-น้อย ต.วิชิต เมื่อเวลา 01.30 น. ลูกเรือ 4 คน ยังไม่ทราบชะตากรรม สั่งการให้นำเรือ ต.814 ค้นหาพร้อมแจ้งไปยังทัพเรือภาคที่ 3 นำเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยออกบินค้นหาทางอากาศ กระทั่งได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากนายนันทพร บุญสิทธิ์ อายุ 39 ปี ว่ามีเรือสปีดโบ๊ตรับขึ้นฝั่งที่เกาะราชา พร้อมกับนายซอ อายุ 19 ปี ลูกเรือชาวเมียนมาแล้ว ส่วนลูกเรือชาวเมียนมาอีก 2 คน คือนายเมียน อายุ 25 ปี และนายบ่าว อายุ 22 ปี ว่ายน้ำขึ้นฝั่งเกาะไม้ท่อน ต.วิชิต ได้อย่างปลอดภัย

นายนันทพร คนขับเรือ กล่าวว่า ขณะขับเรือไปเก็บลอบดักปูบริเวณหัวเกาะตะเภาน้อย เกิดฝนตกหนักคลื่นลมแรง เรือถูกคลื่นสูง 2-3 เมตร ซัดเข้ามาเป็นระลอก 2-3 ลูกใหญ่ทำให้เรือล่ม ตนต้องอาศัยเกาะถังน้ำมันพลาสติกลอยคอ ส่วนลูกเรือทั้งสามคนสวมเสื้อชูชีพว่ายน้ำไปด้วยกัน แต่ถูกกระแสน้ำพัดจนแตกกลุ่มไปคนละทิศละทางโชคดีมีเรือสปีดโบ๊ตผ่านมารับไปส่งที่เกาะราชารอดตายมาได้

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการแก้ปัญหาบริหารจัดการน้ำโดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง ว่าเป็นห่วง ได้แจ้งเตือนให้ประชาชนให้ระมัดระวังเรื่องวาตภัย เรื่องน้ำท่วมที่มีผลเรื่องการเก็บกักน้ำ สถานการณ์ตอนนี้น้ำในเขื่อนมีไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การเพาะปลูกทำไม่ได้ในฤดูแล้งหน้าอาจมีปัญหา แต่ไม่ได้ให้ประชาชนตื่นตระหนก ดังนั้น ตรงไหนมีฝนตกน้ำท่วมต้องหาทางระบายน้ำเหล่านี้ไปสู่ที่กักเก็บให้ได้ ถ้าเป็นพื้นที่ของชาวบ้านต้องเสียสละพื้นที่บ้างเพื่อเป็นพื้นที่แก้มลิงฉุกเฉิน โดยรัฐบาลจะเข้าไปดูแลช่วยเหลือความเสียหายให้ ไปรวมกลุ่มวางแผนกันว่าหมู่บ้าน-ตำบลจะเก็บน้ำไปไว้ที่ใด ส่วนแหล่งน้ำธรรมชาติ ห้วย หนอง คลองบึง ที่ปลูกบ้านค่อม สร้างสะพาน-ถนนขวางทางก็ให้ไปเจาะให้ทะลุให้น้ำไปขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ การวางผังเมืองที่ผ่านมามันผิดไปหมด น้ำถึงได้ท่วมและแล้ง อย่าคาดหวังว่าจะแก้ได้เร็ว วันนี้จะมีน้ำก้อนสุดท้ายเข้ามาจากดีเปรสชันในภาคตะวันออก อีสาน และ กทม. ฝนตก 70 เปอร์เซ็นต์ ต้องเก็บไว้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นต้องไปรอฤดูฝนหน้าถ้าเก็บไว้ได้จะรอดตาย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อีกมาตรการคือการเตรียมรับภัยแล้ง โดยการให้เงินลงไปในโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท นำไปขุดบ่อน้ำเล็กๆช่วยตัวเองเพื่ออุปโภคบริโภค หรือขุดคลองส่งน้ำเล็กๆ เพื่อแบ่งบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ เราต้องเข้าไปดูเรื่องการเพาะปลูกพืช ต้องแบ่งพื้นที่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ต้นทางอาจปลูกพืชได้บ้าง กลางทางจะเปลี่ยนปลูกพืชใช้น้ำน้อยได้หรือไม่ ส่วนท้ายน้ำเลิกพูดน้ำไม่มาอยู่แล้ว ต้องไปดูว่าจะเปลี่ยนอาชีพได้หรือไม่ ได้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และ คสช. ไปสำรวจพื้นที่ 36 ลุ่มน้ำให้หมด เพื่อจะปลูกพืชโดยข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯไปแนะนำ วันนี้ต้องเหนื่อยลงไปเดินกำกับดูแลในพื้นที่ขายตรงแบบไดเร็กเซลส์ ไม่เช่นนั้นจะเปลี่ยนการปลูกพืชไม่ได้ก็เดือดร้อน ต้องเอาเงินไปอีกเท่าไหร่ วันนี้ต้องเอาเงินไปลงทุน เพราะเงินเหล่านี้เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งสิ้น แม้จะเกิดรายได้ชั่วคราวแต่ไม่เข้มแข็ง ตนจึงเร่งสร้างความเข้มแข็งให้โดยแก้ระบบน้ำ แต่จนใจด้วยงบประมาณ เวลา ปัญหากฎหมายเยอะแยะไปหมด

กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานสภาพอากาศว่า พายุดีเปรสชัน “หว่ามก๋อ” (VAMCO) ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำแล้วปกคลุมบริเวณจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ แต่ยังคงทำให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และ ภาคตะวันออก มีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นได้ ขอให้ประชาชนในบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา ชัยภูมิ ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด ระมัดระวังอันตรายจากสภาวะฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก รวมถึงฝนที่ตกสะสม ในช่วงวันที่ 15-18 ก.ย. สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย มีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวระมัดระวังในการเดินเรือไว้ด้วย ส่วนในช่วงวันที่ 19-21 ก.ย. ร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนลดลง เว้นแต่ด้านตะวันตกของภาคเหนือยังคงมีฝนตกมากกว่าภาคอื่นๆ

จ.ศรีสะเกษ มีฝนตกหนักตลอดทั้งคืน ทำให้ต้นไม้ขนาดใหญ่ทางขึ้นเขาไปชายแดนด้านซ่องพระพะลัย และช่องกะบาลกระใบ ต.บักดอง อ.ขุนหาญ โค่นล้มขวางถนนรวม 4 ต้น รถไม่สามารถผ่านได้ ขณะเดียวกันนายสมเกียรติ ศรีขาว นายอำเภอภูสิงห์ เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสาขากันทรลักษ์ เจ้าหน้าที่ อบต.ดงรัก และเจ้าหน้าที่ชุดการข่าวหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 ออกตรวจสอบระดับน้ำตามลำห้วยในพื้นที่ พบว่าที่วัดพลาญตาปาด บ้านคูสี่แจ หมู่ 4 ต.ดงรัก อ.ภูสิงห์ อยู่ติดกับน้ำตก เกิดน้ำป่าไหลทะลักลงลำห้วยที่ไหลลงสู่น้ำตก ปริมาณน้ำไหลเชี่ยวกรากและเพิ่มระดับสูงขึ้น พระและชาวบ้านเกรงว่าน้ำจะไหลหลากเข้าท่วมวัดและหมู่บ้านจนเป็นอันตรายได้





ที่มา http://www.thairath.co.th/