จากกรณีนายอภินันท์ พิงคะสัน ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองไซ หมู่ 14 ต.ป่าสัก อ.เมืองลำพูน พร้อมนายเลิศฤทธิ์ มะโน ทนายความ และชาวบ้านเข้าพบ พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ ทิพยผลาผลกุล รอง ผกก.สส.สภ.เหมืองจี้ อ.เมือง จ.ลำพูน ให้ตรวจสอบมูลนิธิอโศกมุนีแสงธรรม บ้านหนองไซ หมู่ 14 ต.ป่าสัก อ.เมืองลำพูน และให้ดำเนินคดีกับนายสินธพ ทรวงแก้ว ที่อ้างว่าเป็นผู้ดูแลมูลนิธิฯมีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นเกจิอาจารย์เขียนตำนานพระพุทธประวัติฉบับพิสดารโน้มน้าวให้ผู้คนศรัทธาบริจาคเงิน ทั้งยังอ้างว่าเป็นผู้มีบุญบารมีเก็บพระอรหันต์ 28 องค์ พระพุทธรูปโบราณอายุพันกว่าปีนั้น
ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 16 ธ.ค. น.ส.นภัตสร ทองเจริญ ปลัดอำเภอเมืองลำพูน เปิดเผยว่า ในฐานะเป็นตัวแทนนายอำเภอซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบขอชี้แจงว่า ได้ทำงานกันในรูปแบบคณะกรรมการ มีการประชุมตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้ง ล่าสุดได้เรียกผู้ร้องคือนายอภินันท์ พิงคะสัน ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองไซ หมู่ 14 ต.ป่าสัก และทนายความมาสอบปากคำ ส่วนผู้ถูกร้องคือนายสินธพ ทรวงแก้ว ผู้ดูแลมูลนิธิฯ ขณะนี้ยังไม่ได้สอบปากคำ และจะเข้าสอบในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ ในส่วนของอำเภอในฐานะนายทะเบียนจะดูในเรื่องการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ทั้งบัญชีรายรับ รายจ่าย เงินรายได้ หากพบผิดวัตถุประสงค์ เช่น มีการฉ้อโกง ชักจูง หรือทำแชร์การลงทุนต่างๆ ถ้ามีผู้เสียหายก็ให้ตำรวจรับไปดำเนินการ รวมทั้งการทำธุรกิจเปิดรับสมาชิกไม่ถูกต้องก็จะให้พาณิชย์จังหวัดดูแล ถ้าพบว่ามีการบุกรุกป่าก็ให้ทางป่าไม้และที่ดินดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบว่ามีความผิดจริง อัตราโทษหนักถึงขั้นยกเลิกมูลนิธิฯ เรื่องนี้ทางคณะกรรมการไม่ได้นิ่งนอนใจ
ทางด้านเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัย จ.ลำพูน คนหนึ่ง เปิดเผยว่า ประมาณปี 2547 สมัยที่ ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะใจอินทร์ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพิพิธภัณฑ์หริภุญชัย ได้เคยเข้าตรวจสอบที่กู่อรหันต์พันปีมาแล้วครั้งหนึ่ง พบว่าพระพุทธรูปเป็นของใหม่ทั้งหมด ซึ่งของโบราณจะต้องมี อายุ 50 ปีขึ้นไป เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้ทดสอบทางวิทยาศาสตร์หาค่าคาร์บอน ปรากฏว่าเป็นของใหม่ ข้างเป็นปูน ซึ่งความเป็นของเก่าใหม่ไม่สามารถเอาผิดได้เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคลว่าจะงมงายขนาดไหน
ขณะที่นายเลิศฤทธิ์ มะโน ทนายความและกรรมการมูลนิธิอโศกมุนีแสงธรรม ที่พบเห็นความไม่ชอบมาพากลของมูลนิธิฯ กล่าวว่า คาดว่าไม่เกินเที่ยงวันที่ 17 ธ.ค. ชาวบ้านทั้งหมดจะรวมตัวกันที่ตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อยื่นหนังสือต่อ พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ภ.5 เพื่อตรวจสอบตามขั้นตอน นอกจากนี้ยังตรวจพบว่ามูลนิธิฯได้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติบ้านหนองไซ ต.ป่าสัก อ.เมือง จ.ลำพูนอีกด้วย เนื่องจากหลักฐานโฉนดที่ดินระบุว่ามูลนิธิฯมีเนื้อที่ 5 ไร่เศษ แต่ปรากฏว่าได้รุกล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวนฯประมาณ 2 ไร่ และจะต้องตรวจสอบดำเนินการต่อไป.
ที่มา http://www.thairath.co.th/
ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 16 ธ.ค. น.ส.นภัตสร ทองเจริญ ปลัดอำเภอเมืองลำพูน เปิดเผยว่า ในฐานะเป็นตัวแทนนายอำเภอซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบขอชี้แจงว่า ได้ทำงานกันในรูปแบบคณะกรรมการ มีการประชุมตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้ง ล่าสุดได้เรียกผู้ร้องคือนายอภินันท์ พิงคะสัน ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองไซ หมู่ 14 ต.ป่าสัก และทนายความมาสอบปากคำ ส่วนผู้ถูกร้องคือนายสินธพ ทรวงแก้ว ผู้ดูแลมูลนิธิฯ ขณะนี้ยังไม่ได้สอบปากคำ และจะเข้าสอบในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ ในส่วนของอำเภอในฐานะนายทะเบียนจะดูในเรื่องการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ทั้งบัญชีรายรับ รายจ่าย เงินรายได้ หากพบผิดวัตถุประสงค์ เช่น มีการฉ้อโกง ชักจูง หรือทำแชร์การลงทุนต่างๆ ถ้ามีผู้เสียหายก็ให้ตำรวจรับไปดำเนินการ รวมทั้งการทำธุรกิจเปิดรับสมาชิกไม่ถูกต้องก็จะให้พาณิชย์จังหวัดดูแล ถ้าพบว่ามีการบุกรุกป่าก็ให้ทางป่าไม้และที่ดินดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบว่ามีความผิดจริง อัตราโทษหนักถึงขั้นยกเลิกมูลนิธิฯ เรื่องนี้ทางคณะกรรมการไม่ได้นิ่งนอนใจ
ทางด้านเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัย จ.ลำพูน คนหนึ่ง เปิดเผยว่า ประมาณปี 2547 สมัยที่ ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะใจอินทร์ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพิพิธภัณฑ์หริภุญชัย ได้เคยเข้าตรวจสอบที่กู่อรหันต์พันปีมาแล้วครั้งหนึ่ง พบว่าพระพุทธรูปเป็นของใหม่ทั้งหมด ซึ่งของโบราณจะต้องมี อายุ 50 ปีขึ้นไป เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้ทดสอบทางวิทยาศาสตร์หาค่าคาร์บอน ปรากฏว่าเป็นของใหม่ ข้างเป็นปูน ซึ่งความเป็นของเก่าใหม่ไม่สามารถเอาผิดได้เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคลว่าจะงมงายขนาดไหน
ขณะที่นายเลิศฤทธิ์ มะโน ทนายความและกรรมการมูลนิธิอโศกมุนีแสงธรรม ที่พบเห็นความไม่ชอบมาพากลของมูลนิธิฯ กล่าวว่า คาดว่าไม่เกินเที่ยงวันที่ 17 ธ.ค. ชาวบ้านทั้งหมดจะรวมตัวกันที่ตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อยื่นหนังสือต่อ พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ภ.5 เพื่อตรวจสอบตามขั้นตอน นอกจากนี้ยังตรวจพบว่ามูลนิธิฯได้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติบ้านหนองไซ ต.ป่าสัก อ.เมือง จ.ลำพูนอีกด้วย เนื่องจากหลักฐานโฉนดที่ดินระบุว่ามูลนิธิฯมีเนื้อที่ 5 ไร่เศษ แต่ปรากฏว่าได้รุกล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวนฯประมาณ 2 ไร่ และจะต้องตรวจสอบดำเนินการต่อไป.
ที่มา http://www.thairath.co.th/


บันทึกการเข้า