“ประวิตร” ยันไม่มีการรื้อคดีฆ่า 2 ชาวอังกฤษที่เกาะเต่าตามข้อเรียกร้องของเมียนมา เนื่องจากเลยขั้นตอนไปแล้ว อีกทั้งกระบวนการยุติธรรมของไทยมีถึง 3 ศาล เชื่อการชุมนุมมีคนอยู่เบื้องหลัง ส่วนที่ด่านเจดีย์สามองค์มีชาวเมียนมาชุมนุมประท้วงอีกระลอกแต่ไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ
กระแสต่อต้านของชาวเมียนมาต่อคำสั่งศาลที่สั่งประหารชีวิต 2 จำเลยชาวเมียนมายังไม่จบ ล่าสุดก่อหวอดชุมนุมประท้วงอีก โดยเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ธ.ค. บริเวณจุดผ่อนปรนทางการค้าด่านเจดีย์สามองค์ จุดผ่านแดนชั่วคราว หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ชาวเมียนมาประมาณ 300 คน ถือป้ายประท้วงคำสั่งศาลที่สั่งประหารชีวิต 2 จำเลยชาวเมียนมา คือ นายซอลิน หรือเซเรน อายุ 21 ปี กับนายเวพิว หรือวิน อายุ 21 ปี ที่ถูกกล่าวหาร่วมกันฆ่า น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ อายุ 24 ปี กับนายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ อายุ 24 ปี นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่หาดทรายรี หมู่ 2 ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี แต่การประท้วงไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายใดๆ
ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานชาวเมียนมาที่เข้ามาทำงานตามโรงงานต่างๆที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ฝั่งไทยบ้านพระเจดีย์สามองค์ หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี ประมาณ 3-4 พันคน เริ่มทยอยเดินทางกลับประเทศในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ประจำด่านไม่อนุญาตให้คนไทยหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติข้ามแดนไปฝั่งเมียนมาอย่างเด็ดขาด ต่อมานายธีระศักดิ์ ฑียาพงศ์ ปลัดอาวุโสอำเภอสังขละบุรี ได้รับมอบหมายจากนายปกรณ์ กรรณวัลลี นอภ.สังขละบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วย ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สังขละบุรี เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภอสังขละบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพบแกนนำผู้ชุมนุมพร้อมรับหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ 2 จำเลยดังกล่าวก่อนสลายตัวไป
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไป จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.สงขลา ถึงกรณีการชุมนุมประท้วงของชาวเมียนมา ว่า ศาลยุติธรรมว่าอย่างไร ประเทศเรามี กฎหมายหรือเปล่า ถ้าศาลตัดสินแล้วเขาอุทธรณ์ได้หรือเปล่า มีฎีกาหรือเปล่า ระบบศาลยุติธรรมก็เสียหายอีก เมื่อถามว่า ชาวเมียนมาชุมนุมหน้าบ้านนางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) เรียกร้องให้ช่วยเหลือจำเลยเมียนมาทั้ง 2 คน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เขาให้อุทธรณ์ไม่ใช่หรือ กฎหมายทั้งโลกมีอย่างนี้หรือประเทศไทยไม่ต้องมีอุทธรณ์ หรือทุกคดีกดดันแล้วต้องปล่อยหรือไง แบบนั้นไปเกิดรัฐบาลที่แล้วไปขอเขาโน่น เขาชอบทำอย่างนั้น
ส่วนนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานทางการทูตกับกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาให้ช่วยดูแลไม่ให้เกิดการขยายขอบเขตการประท้วงจนเกิดการบานปลาย เพราะเห็นว่าการประท้วงเริ่มขยายตัวไปยังจุดอื่นนอกนครย่างกุ้งและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.อาวุโส มินห์ อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ขอให้ทบทวนหลักฐานและคำตัดสินในคดีนี้ นายดอน กล่าวว่า ตนมองว่าไม่ส่งผลอะไร เนื่องจากไม่มีประเทศไหนที่จะหยุดกระบวนการยุติธรรมกลางทาง จึงขอให้เป็นไปตามขั้นตอนการยื่นอุทธรณ์ต่อไป
เมื่อถามว่า เกรงว่าจะมีผู้ฉวยโอกาสนี้ไปขยายผลจนเกิดการต่อต้านประเทศไทยในเรื่องอื่นๆ ด้วยหรือไม่ รมว.ต่างประเทศกล่าวว่า เมื่อมีคนจำนวนมากมาประท้วง ไม่สามารถระบุได้ทั้งหมดว่ามีวัตถุประสงค์อะไร ซึ่งบางแห่งพอมองออกว่าเป็นการจัดตั้งแบบไม่ปกติ เมื่อถามถึงการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในเมียนมา นายดอนกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง โดยฝ่ายไทยมีการประสานงานกับทางการเมียนมาให้ดูแลต่อเนื่อง
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.มินห์ อ่อง หล่าย ผบ.สูงสุดของเมียนมา ส่งสารขอให้ทบทวนพยานหลักฐานการตัดสินประหารชีวิต 2 ผู้ต้องหาชาวเมียนมา ว่า ไม่ได้เป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของไทย เนื่องจากเป็นความเห็นที่อาจจะเป็นไปได้ว่ามีข้อมูลบางอย่างไม่เห็นด้วย แต่กระบวน การยุติธรรมของไทยยังต้องมีขั้นตอนการพิจารณาทั้งศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา รวมถึงการถวายฎีกา ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรื้อคดีหรือทบทวน เพราะผ่านขั้นตอน นั้นไปแล้ว ส่วนที่มีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหว เชื่อว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง คาดเป็นกลุ่มที่ต่อต้านและไม่หวังดีต่อรัฐบาล และ คสช.
“ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ติดตามและสืบหาข้อมูล เชื่อว่าจะนำตัวกลุ่มบุคคลดังกล่าวมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน ส่วนความเคลื่อนไหวของชาวเมียนมาที่ออกมาประท้วงหน้าสถานทูตไทยในประเทศเมียนมานั้น ทางสถานทูตสามารถจัดการได้ ตามระบบรักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ของเมียนมาก็ดูแลในเรื่องดังกล่าวอยู่ ไม่มีอะไรน่ากังวล” พล.อ.ประวิตรกล่าว
ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า เรื่องของกระบวนการยุติธรรมทุกคนทราบกันอยู่แล้ว และขั้นตอนต่างๆเลยไปหมดแล้ว สำหรับผู้ต้องหาก็มีทนายมาดูแลทุกขั้นตอน ชาวเมียนมาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยทางเจ้าหน้าที่ดูแลมาตลอด แต่ต้องถามว่าที่ผ่านมาชาวเมียนมาก่อเหตุมีกี่คดี ในรอบปีที่ผ่านมามีคนไทยเสียชีวิตเพราะชาวพม่า 120 กว่าราย ต่อไปถ้าประเทศอื่นพิจารณาประหารชีวิตคนไทย เราต้องทำอย่างนี้หรือ ทุกเรื่องมีที่มาที่ไป เราต้องการให้บ้านเมืองสงบและต้องเคารพในกระบวนการยุติธรรมด้วย
ค่ำวันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่ความคืบหน้ากรณีมีการชุมนุมหน้าสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง ต่อกรณีคำตัดสินคดีของศาลจังหวัดเกาะสมุยต่อคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คนที่เกาะเต่า โดยระบุว่าได้รับรายงานล่าสุดจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ว่า ในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ ยังไม่มีเหตุประท้วงเกิดขึ้นเพิ่มเติมบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูต อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ยังคงติดตามสถานการณ์และประสานงานกับทางการเมียนมาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ว่า ในวันเดียวกันนี้มีพระสงฆ์ชาวเมียนมา 72 รูป มายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมให้กับผู้ต้องหาชาวเมียนมาซึ่งผู้แทนของสถานเอกอัครราชทูตได้ออกมารับหนังสือไว้ ก่อนที่คณะสงฆ์ดังกล่าวจะเดินทางกลับไปอย่างสงบ
ที่มา http://www.thairath.co.th/
กระแสต่อต้านของชาวเมียนมาต่อคำสั่งศาลที่สั่งประหารชีวิต 2 จำเลยชาวเมียนมายังไม่จบ ล่าสุดก่อหวอดชุมนุมประท้วงอีก โดยเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ธ.ค. บริเวณจุดผ่อนปรนทางการค้าด่านเจดีย์สามองค์ จุดผ่านแดนชั่วคราว หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ชาวเมียนมาประมาณ 300 คน ถือป้ายประท้วงคำสั่งศาลที่สั่งประหารชีวิต 2 จำเลยชาวเมียนมา คือ นายซอลิน หรือเซเรน อายุ 21 ปี กับนายเวพิว หรือวิน อายุ 21 ปี ที่ถูกกล่าวหาร่วมกันฆ่า น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ อายุ 24 ปี กับนายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ อายุ 24 ปี นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่หาดทรายรี หมู่ 2 ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี แต่การประท้วงไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายใดๆ
ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานชาวเมียนมาที่เข้ามาทำงานตามโรงงานต่างๆที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ฝั่งไทยบ้านพระเจดีย์สามองค์ หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี ประมาณ 3-4 พันคน เริ่มทยอยเดินทางกลับประเทศในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ประจำด่านไม่อนุญาตให้คนไทยหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติข้ามแดนไปฝั่งเมียนมาอย่างเด็ดขาด ต่อมานายธีระศักดิ์ ฑียาพงศ์ ปลัดอาวุโสอำเภอสังขละบุรี ได้รับมอบหมายจากนายปกรณ์ กรรณวัลลี นอภ.สังขละบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วย ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สังขละบุรี เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภอสังขละบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพบแกนนำผู้ชุมนุมพร้อมรับหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ 2 จำเลยดังกล่าวก่อนสลายตัวไป
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไป จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.สงขลา ถึงกรณีการชุมนุมประท้วงของชาวเมียนมา ว่า ศาลยุติธรรมว่าอย่างไร ประเทศเรามี กฎหมายหรือเปล่า ถ้าศาลตัดสินแล้วเขาอุทธรณ์ได้หรือเปล่า มีฎีกาหรือเปล่า ระบบศาลยุติธรรมก็เสียหายอีก เมื่อถามว่า ชาวเมียนมาชุมนุมหน้าบ้านนางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) เรียกร้องให้ช่วยเหลือจำเลยเมียนมาทั้ง 2 คน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เขาให้อุทธรณ์ไม่ใช่หรือ กฎหมายทั้งโลกมีอย่างนี้หรือประเทศไทยไม่ต้องมีอุทธรณ์ หรือทุกคดีกดดันแล้วต้องปล่อยหรือไง แบบนั้นไปเกิดรัฐบาลที่แล้วไปขอเขาโน่น เขาชอบทำอย่างนั้น
ส่วนนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานทางการทูตกับกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาให้ช่วยดูแลไม่ให้เกิดการขยายขอบเขตการประท้วงจนเกิดการบานปลาย เพราะเห็นว่าการประท้วงเริ่มขยายตัวไปยังจุดอื่นนอกนครย่างกุ้งและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.อาวุโส มินห์ อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ขอให้ทบทวนหลักฐานและคำตัดสินในคดีนี้ นายดอน กล่าวว่า ตนมองว่าไม่ส่งผลอะไร เนื่องจากไม่มีประเทศไหนที่จะหยุดกระบวนการยุติธรรมกลางทาง จึงขอให้เป็นไปตามขั้นตอนการยื่นอุทธรณ์ต่อไป
เมื่อถามว่า เกรงว่าจะมีผู้ฉวยโอกาสนี้ไปขยายผลจนเกิดการต่อต้านประเทศไทยในเรื่องอื่นๆ ด้วยหรือไม่ รมว.ต่างประเทศกล่าวว่า เมื่อมีคนจำนวนมากมาประท้วง ไม่สามารถระบุได้ทั้งหมดว่ามีวัตถุประสงค์อะไร ซึ่งบางแห่งพอมองออกว่าเป็นการจัดตั้งแบบไม่ปกติ เมื่อถามถึงการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในเมียนมา นายดอนกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง โดยฝ่ายไทยมีการประสานงานกับทางการเมียนมาให้ดูแลต่อเนื่อง
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.มินห์ อ่อง หล่าย ผบ.สูงสุดของเมียนมา ส่งสารขอให้ทบทวนพยานหลักฐานการตัดสินประหารชีวิต 2 ผู้ต้องหาชาวเมียนมา ว่า ไม่ได้เป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของไทย เนื่องจากเป็นความเห็นที่อาจจะเป็นไปได้ว่ามีข้อมูลบางอย่างไม่เห็นด้วย แต่กระบวน การยุติธรรมของไทยยังต้องมีขั้นตอนการพิจารณาทั้งศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา รวมถึงการถวายฎีกา ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรื้อคดีหรือทบทวน เพราะผ่านขั้นตอน นั้นไปแล้ว ส่วนที่มีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหว เชื่อว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง คาดเป็นกลุ่มที่ต่อต้านและไม่หวังดีต่อรัฐบาล และ คสช.
“ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ติดตามและสืบหาข้อมูล เชื่อว่าจะนำตัวกลุ่มบุคคลดังกล่าวมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน ส่วนความเคลื่อนไหวของชาวเมียนมาที่ออกมาประท้วงหน้าสถานทูตไทยในประเทศเมียนมานั้น ทางสถานทูตสามารถจัดการได้ ตามระบบรักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ของเมียนมาก็ดูแลในเรื่องดังกล่าวอยู่ ไม่มีอะไรน่ากังวล” พล.อ.ประวิตรกล่าว
ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า เรื่องของกระบวนการยุติธรรมทุกคนทราบกันอยู่แล้ว และขั้นตอนต่างๆเลยไปหมดแล้ว สำหรับผู้ต้องหาก็มีทนายมาดูแลทุกขั้นตอน ชาวเมียนมาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยทางเจ้าหน้าที่ดูแลมาตลอด แต่ต้องถามว่าที่ผ่านมาชาวเมียนมาก่อเหตุมีกี่คดี ในรอบปีที่ผ่านมามีคนไทยเสียชีวิตเพราะชาวพม่า 120 กว่าราย ต่อไปถ้าประเทศอื่นพิจารณาประหารชีวิตคนไทย เราต้องทำอย่างนี้หรือ ทุกเรื่องมีที่มาที่ไป เราต้องการให้บ้านเมืองสงบและต้องเคารพในกระบวนการยุติธรรมด้วย
ค่ำวันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่ความคืบหน้ากรณีมีการชุมนุมหน้าสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง ต่อกรณีคำตัดสินคดีของศาลจังหวัดเกาะสมุยต่อคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คนที่เกาะเต่า โดยระบุว่าได้รับรายงานล่าสุดจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ว่า ในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ ยังไม่มีเหตุประท้วงเกิดขึ้นเพิ่มเติมบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูต อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ยังคงติดตามสถานการณ์และประสานงานกับทางการเมียนมาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ว่า ในวันเดียวกันนี้มีพระสงฆ์ชาวเมียนมา 72 รูป มายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมให้กับผู้ต้องหาชาวเมียนมาซึ่งผู้แทนของสถานเอกอัครราชทูตได้ออกมารับหนังสือไว้ ก่อนที่คณะสงฆ์ดังกล่าวจะเดินทางกลับไปอย่างสงบ
ที่มา http://www.thairath.co.th/


บันทึกการเข้า