ผู้เขียน หัวข้อ: เจ้าวัดสวนดอกดอดมอบตัว ยันเป็นคนไทยปัดสวมบัตรผี..  (อ่าน 434 ครั้ง)

ออฟไลน์ webmaster

  • Administrator
  • medtech ปี เอก
  • *****
  • กระทู้: 3951
    • อีเมล์
เผย "พระราชรัชมุนี" เจ้าอาวาสวัดสวนดอก เข้ามอบตัวรับทราบข้อหาแล้ว ปัดรู้เห็นเรื่องสวมบัตรคนตาย ปลอมแปลงสัญชาติ ยืนยันเป็นคนไทยแน่นอน ด้านตร.มั่นใจพยานหลักฐานให้ศาลตัดสิน  ...

จากกรณีเจ้าพนักงานปกครองอำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ เข้าแจ้งความสภ.แม่อาย ให้ดำเนินคดีกับพระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ หลังพบหลักฐานมีการสวมบัตรคนตาย และปลอมสัญชาติไทย ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 30 ต.ค. พล.ต.ต.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งความก็รวบรวมพยานหลักบานเตรียมออกมหมายเรียก พระราชรัชมุนี มาพบพนักงานสอบสวน แต่ล่าสุด พ.ต.อ.ก่ำแก้ว สุยาติ ผกก.สภ.แม่อาย ได้รายงานเข้ามาว่า  พระราชรัชมุนี พร้อมทนายความ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา และรับทราบข้อหา ยื่นคำขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริง ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และฐาน แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการหรือเอกสารมหาชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ผู้อื่นหรือประชาชน

สอบสวนเบื้องต้น พระราชรัชมุนี ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันว่าตนเป็นคนไทยแน่นอน แต่บ้านเกิดอยู่ในชุมชนที่มีการตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฏรของทางราชการ ต่อมาได้บรรพชาเป็นสามเณรและอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดท่าตอน และจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าตอน ต่อมาในปี พ.ศ.2535 ได้มีพระผู้ใหญ่ชื่อ "หลวงพ่อถวัลย์" จำวัดอยู่ที่วัดพระพิเรนทร์ กรุงเทพฯ ปัจจุบันได้มรณภาพไปแล้ว เป็นคนดำเนินการนำบัตรประชาชน ซึ่งมีชื่อตรงกับของตนเองทุกอย่างมาให้ และแจ้งชื่อขอเข้าทะเบียนบ้าน ซึ่งตนเองไม่มีส่วนรู้เห็น ต่อมาวันที่ 24 เม.ย.2552 ตนจึงมายื่นขอทำบัตรประจำตัวประชาชนต่อนายทะเบียน อ.แม่อาย เนื่องจากทราบว่าทางราชการได้ให้พระภิกษุสามเณร ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน จึงทำไปและไม่รู้เรื่องอื่นใดเลย หลังการสอบสวนปากคำทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ปล่อยตัวไป

พ.ต.อ.ก่ำแก้ว กล่าวว่า แม้ตัวท่านจะให้การปฏิเสธ ก็เป็นสิทธิตามกฏหมายที่กระทำได้ ทางตำรวจเราก็มีหน้าที่หาหลักฐานเชื่อมโยงตามข้อหา ซึ่งตัวท่านเองก็พูดว่าตอนบวชก็ไม่ได้สนใจทางโลก แต่มีพระผู้ใหญ่ทำบัตรมาให้ซึ่งชื่อทุกอย่างก็ตรงกันหมด ก็ไม่ได้สนใจเพราะไม่ได้ใช้บัตรประชาชนอะไรมาก และไม่เคยรู้เรื่องการปลอมบัตรอะไรเลย หลังการสอบสวนปากคำทางตำรวจเราก็ได้เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ ไปตรวจหารหัสพันธุกรรม และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภูเขียว ให้ดำเนินการหาหลักฐาน และสอบปากคำพยาน ที่บ้านของดช.ดวงดี มาประกอบสำนวน และยังต้องเรียกปลัดอำเภอในสมัยนั้นที่เป็นผู้ดำเนินการและพยานอื่นๆ มาสอบปากคำ พร้อมเร่งสรุปสำนวน ส่วนใครจะผิดถูกก็ให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน เมื่อสอบถามพระราชมุนีว่าหลังเกิดเรื่องได้หายไปไหน ท่านก็ตอบว่า ก็ไม่ได้ไปไหนอยู่แต่ที่วัดสวนดอก ซึ่งหากมีความคืบหน้าในคดีหรือจะสอบปากคำเพิ่มเติมทางตำรวจก็จะติดต่อไปที่วัดหรือเบอร์ตรงของเจ้าอาวาสต่อไป...

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/regional/607172