
มีรายงานข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้พรรคพลังประชารัฐยังเดินหน้าจับขั้วกับพรรคการเมืองต่างๆ แต่คาดว่าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการจะเริ่มหลังจากการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเสร็จเรียบร้อย
โดยแกนนำพรรคมั่นใจว่าสามารถตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอน และจะมีคะแนนเสียงมากกว่า 255 เสียง เพราะจะมีคะแนนเสียงพิเศษจากพรรคพันธมิตรของคู่แข่งบางส่วนที่ได้เจรจาพูดคุยเรื่องเข้าร่วมการจัดตั้งรัฐบาลไปบ้างแล้ว ผ่านการนัดพบปะหารือและรับประทานอาหารร่วมกัน โดยมีส่วนหนึ่งสนใจที่จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพลังประชารัฐด้วย
นอกจากนี้ แกนนำพรรคยังเร่งพบปะกับบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งพรรคขนาดกลางและพรรคเล็ก เพื่อรวบรวมเสียงให้ได้มากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีความกังวลว่า อาจจะได้เสียงสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ครบ 52 เสียง จึงต้องเร่งดีลสำรองไว้ แต่หากจำนวนที่นั่ง ส.ส.จากประชาธิปัตย์มาสนับสนุนทั้งหมด เสียงของการจัดตั้งรัฐบาลอาจจะได้เกิน 260 เสียง
ในส่วนของการจัดสรรโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีนั้น บางกระทรวงที่พรรคมีแนวนโยบายที่ชัดเจนและผลักดันเป็นแคมเปญหลักในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลพยายามต่อรองเพื่อขอตำแหน่ง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่เป็นกระทรวงหลักที่พรรคพลังประชารัฐเองก็ต้องการใช้ขับเคลื่อนนโยบาย จึงอาจจะไม่สามารถแบ่งให้พรรคร่วมรัฐบาลได้เพราะพลังประชารัฐรับปากกับชาวบ้านไว้ตอนหาเสียงและผลักดันไปแล้วบางส่วนในช่วงรัฐบาล คสช.
"โดยเฉพาะโครงการข้าวที่อาจขัดแย้งกับนโยบายประกันราคาของพรรคประชาธิปัตย์ โดยนโยบายหลักของพรรคพลังประชารัฐอย่างการเพิ่มชดเชยค่าเกี่ยวข้าวจาก 12 ไร่เป็น 20 ไร่ ชดเชยจากไร่ละ 1,500 บาท เป็น 2,000 บาท เกี่ยวปุ๊บรับ 4 หมื่นบาท และเพิ่มค่าเกี่ยวข้าวเพิ่มอีก 3 หมื่นรวมเป็น 7 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังมีนโยบายเกี่ยวกับไร่ยาสูบ อ้อย ปาล์มน้ำมัน รวมถึงนโยบายที่ดิน ส.ป.ก.ด้วย" แหล่งข่าวระบุ
ทั้งนี้ แหล่งข่าวอธิบายเพิ่มเติมอีกด้วยว่า พรรคพลังประชารัฐมองว่าหากไม่ได้ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวเหล่านี้อาจจะกระทบกับกระแสความนิยมและความเชื่อมั่นจากเกษตรกร โดยเฉพาะประชาชนในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง ที่เป็นฐานคะแนนหลัก ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ที่มา....https://www.sanook.com/news/7767999/


บันทึกการเข้า