ผู้เขียน หัวข้อ: ตาแห้ง เสี่ยงตาบอด  (อ่าน 1313 ครั้ง)

ออฟไลน์ bigpoint

  • medtech ปี เอก
  • ******
  • กระทู้: 854
ตาแห้ง เสี่ยงตาบอด
« เมื่อ: ตุลาคม 30, 2011, 11:35:05 am »
ตาแห้ง เสี่ยงตาบอด


ดาราสาวเจ้าบทบาทบอกว่า "น้ำตาไหลไม่หยุด" ก็หลงเชื่อว่าเป็นอารมณ์อินกับบทโศกเคล้าน้ำตา แท้จริงคืออาการ "ตาแห้ง" ที่เป็นอันตรายยิ่งต่อกระจกตาสวยๆ ของเธอ
ข่าวบันเทิงไม่ได้มีแค่เรื่องรักๆ เลิกๆ หากสังเกตให้ดี เรื่องสุขภาพของพวกเขาและเธอก็น่าสนใจไม่แพ้กัน อย่างกรณีดาราสาว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ เธอบอกว่าอาการน้ำตาไหลไม่หยุด รังควานการแสดงของเธอ จึงกังวลอย่างหนักว่าดวงตาของเธอจะได้รับอันตราย
นี่คือความน่ากลัวของอาการตาแห้ง นอกจากจะเสี่ยงต่อภาวะกระจกตาอักเสบ และถ้าปล่อยให้ลุกลามไม่รีบรักษา อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นไปเลยก็ได้
แต่เพราะมันเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับตา นั่นทำให้หลายคนละเลย มองเป็นเรื่องปกติ จึง “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา”

สาเหตุจากภัยใกล้ตัว
อย่าลืมว่า ปัจจัยเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ทั้งมลพิษ ควันต่างๆ และลมแรงที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง แสงแดดจ้าแผดเผาผิวไหม้เกรียมแล้ว ก็อาจทำร้ายดวงตาคู่สวยของเราได้
แถมคนเราก็ยังหาเรื่องใช้สายตาไปกับคอมพิวเตอร์ (Computer Vision Syndrome) อ่านหนังสือ และทำร้ายดวงตาแบ๊วๆ ด้วยการใส่บิ๊กอายส์ หรือคอนแทคเลนส์ เข้าไปใกล้กระจกตามากขึ้นไปอีก ทำให้น้ำตาระเหยอย่างรวดเร็ว ตาก็เลยแห้งเร็วเช่นกัน
พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตา ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเพิ่มเติมในการบรรยายความรู้เพื่อสุขภาพตา "ตาแห้งและน้ำตาไหล ปัญหาของคนทุกวัยที่ต้องรักษา" ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ว่า นอกจากสาเหตุดังกล่าวจะส่งผลทำร้ายดวงตาของเราแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ซ้ำเติมเข้าไปด้วย
ไม่ว่าจะเป็นอายุที่เพิ่มมากขึ้น นั่นทำให้ร่างกายสร้างน้ำตาได้น้อยลงอยู่แล้ว แถมผู้หญิงก็มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย หรือบางคนมีโรคบางชนิด เช่น โรคเปลือกตาอักเสบ โรคเบาหวาน ผิวตาเสื่อมจากสารเคมี กรด ด่าง หรือการเกิดผื่นแพ้ยาแบบรุนแรง เป็นต้น
หรือแม้แต่คนไม่ป่วย แต่รับประทานยาบางชนิดอย่างยาแก้ภูมิแพ้ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือยาคลายเครียด ก็มีโอกาสทำให้ตาแห้ง หรือทำเลซิกก็มีผลต่อการสร้างน้ำตาที่มีปริมาณต่ำลงเรื่อยๆ ได้
รู้สาเหตุของอาการตาแห้งแล้ว อาจสงสัยว่าถ้าเราอยู่ในภาวะเสี่ยงดังกล่าว และหลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง เราต้องมีอาการตาแห้งเสมอไปหรือไม่ คุณหมอบอกต่อว่า ถ้าไม่แสบตา หรือระคายเคืองตาเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา หรือมีอาการตาแดง เจ็บตา ตาพร่า ต้องกะพริบตาจึงจะมองเห็นชัดขึ้นแล้วล่ะก็ ถือว่ายังไม่อยู่ในขั้นอันตราย
แต่ถ้ารู้สึกอยากพักสายตาบ่อยๆ รู้สึกหนักตา ลืมตาลำบาก และที่ต้องระมัดระวังที่สุดคืออาการน้ำตาไหลมากผิดปกตินั่นเอง
"ฟังดูสวนทางกัน หลายคนจึงสับสนว่า ตาแห้งแต่ทำไมน้ำตาไหลตลอดเวลา ทั้งนี้ก็เพราะร่างกายได้รับสัญญาณเตือนจากดวงตาที่แห้งผาด จึงรับรู้ว่าน้ำตามันไม่เพียงพอแล้วนะ ก็ต้องกระตุ้นตัวเองให้สร้างน้ำตามากขึ้น และคราวนี้ก็ล้นทะลักกักไม่อยู่"
นพ.นัทวุฒิ วังน้ำค้าง เสริมว่า การรักษาในผู้มีอาการไม่รุนแรงต้องหยอดยา ทำความสะอาดเปลือกตา ให้วิตามินบำรุง หรือในกรณีรุนแรงมากก็ต้องพึ่งพาการผ่าตัดเท่านั้น แต่ถ้าบางรายมีอาการเพียงน้ำตาไหลผิดปกติบางครั้งบางคราว หรือระคายเคืองเพราะตาแห้ง ยังมีวิธีการป้องกันและรักษาที่หลากหลายและสะดวกสบายกว่า

น้ำตาเทียมช่วยได้
นักโภชนาการแนะนำว่าการบริโภคอาหารบำรุงสายตาอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาให้ได้ ถือเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นปลาทะเล อย่างแซลมอน ทูน่า น้ำมันเมล็ดลินิน เมล็ดยี่หร่า รวมทั้งอาหารที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 ดีเอชเอ วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี อี เซเลเนียม สังกะสี และลูทีน
นอกจากนั้น ยังควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีลมแรง ฝุ่นควัน มีแสงแดดจ้า ด้วยการสวมแว่นตากันแดดกันลม และควรพักสายตาบ่อยๆ ทุกๆ 10 นาที หากต้องทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง อาจต้องหลับตาเพื่อให้ดวงตาชุ่มชื้นด้วย
แต่ถ้ายังสกัดกั้นภาวะตาแห้งไม่ได้ คุณหมองามจิตต์ แนะนำวิธีการรักษาว่าควรใช้น้ำตาเทียมเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งต้องเลือกใช้น้ำตาเทียมให้เหมาะสมด้วย อย่างกรณีที่ต้องการให้ตาชุ่มชื้น หรือไม่มีอาการแพ้ยา อาจใช้น้ำตาเทียมที่ไม่ได้เป็นองค์ประกอบของน้ำตา และควรสังเกตข้างกล่องว่ามีส่วนผสมของเมทธิวเซลลูโลส อนุพันธ์ของโพลิไวนิล คาร์โบเมอร์ และน้ำตาลโมเลกุลใหญ่ เช่น เด๊กแทรน ก็เป็นอันใช้ได้
ในกรณีที่แพ้ยา หรือต้องการให้น้ำตาเทียมมีความใกล้เคียงน้ำตาของเรามากที่สุด อาจเลือกโซเดียม ไฮยาลูโรเนต ซึ่งเป็นสาระสำคัญในองค์ประกอบที่เป็นเมือกของน้ำตา ทำหน้าที่ให้น้ำตาสามารถเคลือบบนผิวกระจกตาได้นาน และมีคุณสมบัติสำคัญในการช่วยสมานแผล ทำให้บรรเทาอาการตาแห้งในผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ คุณหมอบอกต่อว่า ต้องสังเกตเรื่องสารกันเสียด้วย บางยี่ห้อจะใส่สารกันเสีย ซึ่งเหมาะสำหรับบรรเทาอาการใน ระยะสั้นเท่านั้น เพราะสารกันเสีย อาจมีผลทำลายผิวกระจกตา ซึ่งมีหน้าที่สำคัญต่อความคมชัดของภาพ
และถ้าอาการวิกฤติถึงมือหมอแล้วล่ะก็ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตา เผยว่า ต้องใช้ยาแก้อักเสบ หรือให้ยากระตุ้นการสร้างน้ำตา หรือในบางกรณีอาการตาแห้งรุนแรง อาจต้องอุดท่อระบายน้ำตาที่บริเวณหัวตา เพื่อให้น้ำตาอยู่ในดวงตาเพิ่มขึ้น
อย่าให้ถึงขั้นนั้นเลย รู้ตัวแล้วก็หาทางป้องกัน มันง่ายและปลอดภัยกว่าเยอะ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ โดย : ชฎาพร นาวัลย์