ผู้เขียน หัวข้อ: เจาะดีเอ็นเอ ท้าปู่เณรคำพิสูจน์ลูก  (อ่าน 629 ครั้ง)

ออฟไลน์ nongpoint

  • medtech ปี เอก
  • ******
  • กระทู้: 1204
    • อีเมล์
เจาะดีเอ็นเอ ท้าปู่เณรคำพิสูจน์ลูก
« เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2013, 12:27:53 pm »

   
เจาะดีเอ็นเอ ท้าปู่เณรคำพิสูจน์ลูก
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:09:09 PM »
สีกา"ศรีสะเกษ" ร้องรับผิดชอบ คดีฉ้อโกงก็จ่อ


ท้าดีเอ็นเอ - หญิงสาวชาว อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ อ้างเคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหลวงปู่เณรคำ ตั้งแต่สมัยตนเองเป็นนักเรียน จนมีลูกชายด้วยกัน 1 คน ปัจจุบันอายุ 11 ขวบ พร้อมท้าตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ เมื่อวันที่ 4 ก.ค.

สีกาสาวลูกหนึ่งท้า "หลวงปู่เณรคำ"พิสูจน์ลูก นัดตรวจดีเอ็นเอให้รู้ไปเลยว่าเป็นพ่อของลูกชายจริงหรือไม่ เปิดบ้านพัก อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ แฉสัมพันธ์ลึกซึ้งตั้งแต่เรียนอยู่ม.2 จนตั้งท้องและคลอดลูกชายออกมา ขณะนี้ลูกอายุ 11 ขวบ เรียนอยู่ป.4 เตรียมร้องปวีณาช่วยเหลือเพราะพระฉาวไม่ดูแลเลี้ยงดูขณะที่ลูกกำลังโต ปปง.-ดีเอสไอ-กองปราบฯ เร่งเก็บพยานหลักฐานขั้นสุดท้ายก่อนพิจารณาดำเนินคดี หลังเครือข่ายพิทักษ์ศาสนาแจ้งความเอาผิดหลวงปู่เณรคำฐานฉ้อโกง

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หัวหน้าชุดตรวจสอบ ข้อเท็จจริงกรณีร้องเรียนหลวงปู่เณรคำ หรือพระวิรพล สุขผล ประธานสำนักสงฆ์ขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า วันนี้ส่งเจ้าหน้าที่ไปรับข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของหลวงปู่เณรคำและเครือข่าย จากนั้นจะไป รับข้อมูลเกี่ยวกับสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อให้ได้ข้อมูลครบทุกมิติ

พ.ต.ท.พงษ์อินทร์เปิดเผยอีกว่า ดีเอสไอ จะนำรายละเอียดมาประมวลข้อเท็จจริง เนื่อง จากมีการร้องทุกข์กล่าวโทษหลวงปู่เณรคำฉ้อโกงประชาชน โดยสาระสำคัญคือตรวจสอบความผิดปกติเรื่องธุรกรรมทางการเงิน จากนั้นจะเข้าพื้นที่สอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามการจะดำเนินคดีอาญาได้หรือไม่นั้น ต้องรอดูข้อมูลจากพศ.ประกอบการพิจารณาด้วย

ด้านร.ต.อ.หญิง สุวณีย์ แสวงผล รองเลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ปปง.มอบข้อมูลหลักฐานเส้นทางการเงินของหลวงปู่เณรคำและวัดป่าขันติธรรมให้กับดีเอสไอแล้ว เป็นข้อมูลที่ได้รับจากสถาบันการเงินทั้ง 10 แห่งจากจำนวน 16 แห่งที่ส่งมาให้ปปง. เป็นบัญชีการรับบริจาคเงินสร้างพระแก้วองค์ใหญ่ มีเงินหมุนเวียนประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่ง วันที่ 19 ก.ค.นี้ ปปง.จะประชุมใหญ่คณะกรรมการธุรกรรมการเงิน เพื่อพิจารณากรณีการรับบริจาคเงินของวัดป่าสันติธรรมและหลวงปู่เณรคำที่ถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงประชาชน ซึ่งก็เข้าข่ายกระทำผิดพ.ร.บ.ฟอกเงินด้วย หลังจากประชุมแล้วอาจไปวัดป่าขันติธรรมร่วมกับดีเอสไอเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัด

ส่วนที่กองปราบปราม พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผบก.ป. พร้อมด้วยพ.ต.อ.วรวุฒิ คุณะเกษม ผกก.3 บก.ป. พ.ต.ท.เอกพงศ์ พลมณี รองผกก.3 บก.ป. ประชุมพนักงานสอบสวนและทีมสืบสวน โดยมีประเด็นที่ต้องดำเนินการหาพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุดคือ คดีฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ความผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ความผิดพ.ร.บ.ฟอกเงิน และพ.ร.บ.ศุลกากร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวนกก.3 บก.ป. จะไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาหลักฐานเพิ่มเติมเน้น จ.อุบลราชธานีและศรีสะเกษ เข้าตรวจสอบบ้านพระวิรพล สำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม และร้านทองต่างๆ เพื่อหาข้อมูลว่าพระวิรพลมีชื่อครอบครองทรัพย์สินใดบ้าง นอกจากนี้จะตรวจสอบประวัติพระวิรพลทั้งก่อนและหลังอุปสมบท

นายสงกรานต์ อัจฉริยทรัพย์ ประธานเครือข่ายพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้สัมภาษณ์หลังจากแจ้งความกองปราบฯ เอาผิดหลวงปู่เณรคำ ฐานฉ้อโกงว่า วันอังคารที่ 9 ก.ค. เวลา 13.00 น. จะเข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผบก.ป. ยื่นหลักฐาน "เครือข่ายใยแมงมุมของคดีเณรคำ" เป็นเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวพัน หรือติดต่อกับหลวงปู่เณรคำ มีลักษณะเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกัน

นายสงกรานต์กล่าวว่า การที่นายสุขุม วงประสิทธิ ลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ นำข้อมูลมาร้องกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ให้พิสูจน์ภาพที่อ้างว่าเป็นภาพหลวงปู่เณรคำนอนกับสีกา ว่าเป็นภาพตัดต่อหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ตนส่งให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์แล้วก่อนหน้านี้ อยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนการกระทำที่ขัดต่อพระธรรมวินัย และขัดต่อกฎหมายกรณีอื่นๆ ของหลวงปู่เณรคำนั้น ขณะนี้ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบ ตนรู้สึกยินดี และชื่นชมกองปราบฯ ปปง.ที่ทำงานด้วยความรวดเร็ว ประสานงานกันดีมาก ฝากถึงประชาชนที่อาจมีหลักฐาน หรือเบาะแสอย่างอื่นเพิ่มเติม แจ้งได้ที่ตู้ปณ.63 ราษฎร์บูรณะ กทม. หรือเฟซบุ๊ก สงกรานต์ อัจฉริยทรัพย์

วันเดียวกันนายสุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม พร้อมกลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ รุดไปบก.ปอท. ร้องขอให้สืบ สวนข้อเท็จจริงกรณีภาพถ่ายคล้ายหลวงปู่เณรคำนอนกับสีกา ว่าเป็นภาพจริง หรือตัดต่อ

ผู้สื่อข่าวถามว่าหลวงปู่เณรคำจะกลับมาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือไม่ นายสุขุมกล่าวว่า ท่านเคยบอกว่ายินดีกลับมาชี้แจงกับผู้มีคุณธรรมเท่านั้น ส่วนการตรวจสอบเงิน 200 ล้านบาท ตนเชื่อว่าเป็นเงินที่ญาติโยมถวายสร้างวัด และสำนักสงฆ์ต่างๆ ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากพบว่าผิดก็ให้ดำเนินคดี ตนเคารพหลวงปู่เณรคำในฐานะมนุษย์เท่านั้น คงไม่มีใครอยากอยู่ข้างคนบาป

"กรณีสีกาอ้างว่าเป็นภรรยาหลวงปู่อยากให้ออกมา ส่วนกรณีลูกอยากให้ตรวจดีเอ็นเอให้รู้กันไปเลย หากหลวงปู่กลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นเรื่องของมหาเถรสมาคม พระธรรมวินัยการปกครองของสงฆ์ เชื่อว่าหลวงปู่ยินดีแถลงต่อประชาชน แต่ไม่ทราบว่าจะพร้อมเมื่อไหร่"นายสุขุม กล่าว

เมื่อถามว่าตำแหน่งด๊อกเตอร์จากมหา วิทยาลัยสันติภาพโลกเป็นเรื่องชอบธรรมหรือไม่ นายสุขุมกล่าวว่า ตนเคยเป็นเลขาธิการสภาการวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (สวชพ.) เมื่อปี 2548 ต่อมาเป็นโฆษกวัดสังฆทาน จ.นนทบุรี คิดว่ามหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ให้ด๊อกเตอร์ตนเนื่องจากเป็นผู้ช่วยเหลือสังคมในแง่บำรุงพุทธศาสนา และถือเป็นรางวัลชีวิต

นายสุขุมกล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ปอท.แนะนำว่าการตรวจสอบภาพ ไม่เข้าข่ายหน้าที่ของปอท. แนะนำให้ไปร้องกองพิสูจน์หลักฐาน สถาบันนิติวิทยาศาสตร์

ที่วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบล ราชธานี พระราชธรรมโกศล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ฝ่ายธรรมยุต เปิดเผยว่า ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาสถานะของหลวงปู่เณรคำว่าจะให้อยู่ในสังกัดวัดใต้ใหญ่พระเจ้าองค์ตื้อต่อหรือไม่ โดยพิจารณาตัดสินในวันที่ 6 ก.ค. แล้วสรุปผล ออกมาอย่างเป็นทางการวันที่ 7 ก.ค.นี้ พร้อมกันนี้ขอแจ้งผ่านไปยังลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำให้รับทราบว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปหากหลวงปู่เณรคำยังไม่กลับมาวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาด้วยตนเอง ห้ามส่งลูกศิษย์หรือใครมาแทน และถ้าไม่ยอมมา จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดคือขับออกจากสังกัดวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งล่าสุด นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.พศ. รายงานกรณีหลวงปู่เณรคำตกเป็นข่าวอื้อฉาว ให้ที่ประชุมมส.รับทราบ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ควรสั่งการไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองดำเนินการตามกฎหมายระเบียบและประกาศของมส. โดยไม่จำเป็นต้องออกระเบียบอะไรเพิ่มเติม และสมควรดำเนินการทันที เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกับหลวงปู่เณรคำ

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบ น.ส.เขียว (นามสมมติ) อายุ 27 ปี ที่บ้านต.น้ำเกลี้ยง อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเปิดตัวออกมาอ้างว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหลวงปู่เณรคำจนมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน ขณะนี้อายุ 11 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.4 โดย น.ส.เขียวเปิดใจว่า ตนเป็นลูกกำพร้าอาศัยอยู่กับยาย ที่บ้านโนนจาน ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ช่วงเรียนชั้น ม.2 ยายพาไปทำบุญที่พักสงฆ์แห่งหนึ่งริมห้วยสำราญ ได้พบกับหลวงปู่เณรคำซึ่งต่อมาจีบเกี้ยวพาราสีตน

น.ส.เขียวกล่าวอีกว่า หลวงปู่เณรคำขับรถเก๋งมารับไปเที่ยว และมีความสัมพันธ์กันบนรถ จากนั้นคบหามีเพศสัมพันธ์กันเรื่อยมา จนตั้งท้อง เมื่อเรียนจบชั้นม.3 หลวงปู่เณรคำพาไปเช่าบ้านอยู่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยแวะเวียนมานอนที่บ้านเช่าเป็นประจำ ก่อนจะให้คนขับรถคนสนิทพาไปคลอดบุตรที่ ร.พ.เอกชนใน จ.อุบลราชธานี โดยใช้ชื่อญาติของตนเป็นพ่อของเด็ก

น.ส.เขียวกล่าวต่อว่า หลังจากคลอดลูกแล้วกลับมาอยู่กับยายและญาติพี่น้อง หลวงปู่เณรคำส่งเงินค่าเลี้ยงดูลูกชายทุกเดือน แต่ไม่สม่ำเสมอต้องทวงถามค่านมลูกเป็นประจำ กระทั่งก่อนหน้าที่จะมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้น หลวงปู่เณรคำพาไปเช่าบ้านอยู่กทม. พอเรื่องเงียบก็ให้กลับมาอยู่บ้าน ก่อนจะหายเงียบไปนานประมาณ 6 เดือน ตนจึงนำเรื่องเข้าร้องกองปราบฯ ขณะเดียวกันก็นำลูกไปตรวจดีเอ็นเอที่ ร.พ.แห่งหนึ่งในกทม. เพื่อให้พระดังรูปนี้รับผิดชอบดูแลตนกับลูก ต่อมาก็ให้ลูกศิษย์คนสนิทที่เป็นตำรวจมาเคลียร์ปัญหา จ่ายเงินให้ก้อนหนึ่งและรับปากว่าจะจ่ายเงินค่าเลี้ยงลูกรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท ตนจึงยอมถอนแจ้งความ

น.ส.เขียวกล่าวว่า ขณะนี้ลูกชายอายุ 11 ขวบแล้ว กำลังเรียนชั้น ป.4 วันนี้ไม่ให้ลูกไปโรง เรียน เนื่องจากเกรงว่าลูกจะถูกอุ้มหายไปหลังจากตนออกมาเปิดเผยความสัมพันธ์ ซึ่ง 2 เดือนแล้วที่ไม่ได้ส่งค่าเลี้ยงดูลูกมาให้ ล่าสุดลูกศิษย์ที่เป็นตำรวจโอนเงินมาให้ 2,000 บาทเท่านั้น เวลานี้ตนมีสามีใหม่และมีลูกกับสามีใหม่อีก 1 คน อายุ 4 เดือน จึงอยากให้หลวงปู่เณรคำแสดงความรับผิดชอบลูกชายในสายเลือด เพราะลูกกำลังโตและต้องเรียนหนังสือสูงขึ้น

น.ส.เขียวกล่าวอีกว่า หากไม่เชื่อว่าลูกชายเป็นลูกของพระจริง ก็พร้อมพิสูจน์ดีเอ็นเอ โดยขอให้หลวงปู่เณรคำนัดวันเวลามาเพื่อไปให้แพทย์ตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ จากนี้ตนจะเข้าขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณา หงสกุล และขอให้ตำรวจสภ.น้ำเกลี้ยง ดูแลรักษาความปลอดภัยตนและครอบครัวด้วย เนื่อง จากเกรงกลัวอิทธิพลของพระรูปนี้มาก